xs
xsm
sm
md
lg

ฝุ่นควันเชียงใหม่ยังสาหัส เหตุมือมืดจ้องลอบเผาป่าไม่หยุด-ยกย่อง จนท.เสียสละลุยดับไฟไม่ได้พักสงกรานต์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เชียงใหม่ - ฝุ่นเชียงใหม่ยังอาการหนัก ค่ามลพิษสูงเกินมาตรฐานติดลมบนยึดแถวหน้าอันดับโลก ต้นเหตุจากมือมืดลักลอบจุดไฟเผาป่าไม่หยุดหย่อน แม้ จนท.ระดมกำลังลุยปฏิบัติการดับไฟและสกัดกั้นต่อเนื่องจนไม่ได้หยุดพักช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยเฉพาะพื้นที่เชียงดาวที่พบไฟผุดขึ้นใหม่ตลอดลามจากป่าเข้าพื้นที่ทำกิน สงสัยอาจเกี่ยวข้องการเตรียมเพาะปลูก


รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ (16 เม.ย. 69) สถานการณ์ปัญหาฝุ่นควันไฟป่าและคุณภาพอากาศของจังหวัดเชียงใหม่ยังรุนแรงต่อเนื่องแม้ว่าจะสิ้นสุดช่วงเทศกาลสงกรานต์ไปแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครจำนวนมากในจังหวัดเชียงใหม่และใกลเเคียงไม่ได้หยุดพักกันเลยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ เพราะต้องปฏิบัติการดับไฟไหม้ป่าที่มีผู้ลักลอบเผาอยู่ตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน อีกทั้งพบว่ายังคงมีการลักลอบจุดไฟเผาป่าอยู่อย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดหย่อน ส่งผลทำให้ทั่วทั้งตัวเมืองยังคงถูกปกคลุมด้วยฝุ่นควันหนาทึบ รวมทั้งผลการตรวจวัดค่ามลพิษอากาศสูงเกินมาตรฐานอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยผลจากการตรวจของดาวเทียม รอบเช้าวันนี้ พบจุดความร้อนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ 244 จุด พบมากที่สุดในพื้นที่อำเภอพร้าว 37 จุด,เชียงดาว 33 จุด,แม่แจ่ม 22 จุด,แม่อาย 18 จุด,แม่แตง 18 จุด,ดอยสะเก็ด 16 จุด,ไชยปราการ 16 จุด ขณะที่พื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ พบจุดความร้อนทั้งสิ้น 2,165 จุด มากที่สุดที่จังหวัดน่าน 287 จุด รองลงมา ได้แก่ เชียงราย 283 จุด, ลำปาง 278 จุด และเชียงใหม่ 244 จุด

ทั้งนี้ ผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศจังหวัดเชียงใหม่จากสถานีตรวจวัดของกรมควบคุมมลพิษสูงเกินค่ามาตรฐานและมีผลกระทบต่อสุขภาพทุกสถานี โดยผลการตรวจวัดจากสถานีในตำบลช้างเผือก, ตำบลศรีภูมิ, ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่,ตำบลหางดง อำเภอฮอด,ตำบลช่างเคิ่ง อำเภอแม่แจ่ม และตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว พบค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เฉลี่ยในรอบ 24 ชั่วโมง ณ เวลา 12.00 น. วันนี้ อยู่ที่ 72.4 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร, 55.6 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร, 57.4 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร, 55.9 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร, 115 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร และ 144.3 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ตามลำดับ จากค่ามาตรฐานไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ส่วนค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) อยู่ที่ 193, 149, 153, 149, 241และ 270 ตามลำดับ จากค่ามาตรฐานไม่เกิน 100

ด้านเว็บไซต์ Iqair.com ซึ่งรายงานคุณภาพอากาศจากทั่วโลก แจ้งผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศและการจัดอันดับเมืองที่มีมลพิษทั่วโลกแบบเรียลไทม์ เมื่อเวลา 12.00น. วันนี้ พบว่าเทศบาลนครเชียงใหม่มีดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ที่ 174 US AQI และค่า PM 2.5 วัดค่าได้ 89 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเกินค่ามาตรฐาน และอยู่ในระดับที่ไม่ถูกสุขภาพมีผลกระทบต่อทุกคน โดยผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศดังกล่าวสูงเป็นอันดับที่ 4 ของเมืองหลักที่มีมลพิษอากาศสูงสุดของโลก ส่วนอันดับ 1 ได้แก่ เดลี ประเทศอินเดีย ดัชนีคุณภาพอากาศ 199 US AQI, อันดับ 2 ปักกิ่ง ประเทศจีน 198 US AQI และอันดับ 3 ไคโร ประเทศอียิปต์ ดัชนีคุณภาพอากาศ 184 US AQI

ภาพ-อาสาไฟป่าภาคประชาชน เชียงใหม่
ขณะเดียวกันรายงานข่าวแจ้งว่า สถานการณ์ไฟไหม้ป่าในพื้นที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ยังรุนแรง โดยตลอดทั้งวันของเมื่อวานนี้ ทีม “เสือไฟ” จากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับทีมพเนจร และสมาคมตอบโต้ภัยพิบัติ (DRAT) ระดมกำลังกันเข้าปฏิบัติภารกิจควบคุมไฟป่าในพื้นที่ดอยเขาหลวง อย่างต่อเนื่องทั้งกลางวันและกลางคืน ซึ่งการปฏิบัติการครั้งนี้มีการนำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (UAV) มาใช้อย่างเข้มข้น โดยประกอบด้วย โดรนดับไฟป่าขนาดกลาง 2 ลำ โดรนขนส่งขนาดบรรทุก 70 กิโลกรัม 1 ลำ โดรนชี้เป้าและตรวจจับความร้อน 2 ลำ รวมถึงโดรนส่องแสงสว่าง หรือ “ดวงอาทิตย์เทียม” 1 ลำ เพื่อสนับสนุนการทำงานในช่วงเวลากลางคืน

นอกจากนี้ ยังมีการสนับสนุนภาคพื้นดิน เช่น รถพลังงานสำหรับชาร์จแบตเตอรี่โดรน 2 คัน เทรลเลอร์บรรทุกสารน้ำเย็น 1 คัน ถังเก็บน้ำแข็ง 2 ถัง รถน้ำของอุทยานแห่งชาติ 1 คัน และรถยนต์สนับสนุนอีก 3 คัน เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลการปฏิบัติ เจ้าหน้าที่ได้ใช้โดรนบินทิ้งสารน้ำอุณหภูมิต่ำรวมทั้งสิ้น 62 เที่ยวบิน คิดเป็นปริมาณน้ำกว่า 2,300 ลิตร ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมายในบริเวณดอยเขาหลวง อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการระดมทรัพยากรทั้งทางอากาศและภาคพื้นดินอย่างเต็มกำลัง แต่ยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ไฟป่าได้ เนื่องจากพื้นที่เกิดเหตุมีขนาดกว้าง ประกอบกับภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงชัน ส่งผลให้การเข้าถึงและควบคุมเพลิงเป็นไปด้วยความยากลำบาก

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังคงปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการควบคุมแนวไฟและลดความรุนแรงของเพลิง เพื่อป้องกันการลุกลามไปยังพื้นที่โดยรอบ และลดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ต่อไป ซึ่งจากการรายงานของอำเภอและเจ้าหน้าที่อุทยานฯ พบว่าไฟส่วนใหญ่เกิดจากการลักลอบจุดไฟในพื้นที่ป่า เพื่อให้ไฟลุกลามเข้าสู่พื้นที่ทำกิน คาดว่าเป็นการเตรียมพื้นที่สำหรับการเกษตรในระยะถัดไป อีกทั้งยังพบพฤติกรรมจุดไฟซ้ำในพื้นที่ทำกิน ภายหลังเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมสถานการณ์แล้วด้วย