เชียงใหม่ - ตำรวจภาค 5 เปิดปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมครั้งใหญ่ก่อนสงกรานต์..จับผู้ต้องหาเกือบ 800 ราย พร้อมปืนเถื่อนกว่า 640 กระบอก กระสุนอีก 3,600 กว่านัด รวบคู่ชาย-หญิง บัญชีม้าขณะถอนเงินคาเคาน์เตอร์แบงก์ เครือข่ายฉ้อโกงออนไลน์อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ทหารหลอกโอนเงินซื้อแบริเออร์
วันนี้ (9 เม.ย. 69) พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 พร้อมคณะนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ร่วมแถลงข่าวปฏิบัติการเชิงรุกระดมกวาดล้างอาชญากรรมเข้มข้นในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม ถึง 5 เมษายน 2569 มุ่งเน้นการปราบปรามอาวุธปืน เครื่องกระสุน และการติดตามจับกุมบุคคลตามหมายจับในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว
ปฏิบัติการครั้งนี้สามารถกวาดล้างอาวุธปืน ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออนกราวนด์ จับกุมผู้ต้องหาได้ถึง 784 ราย พร้อมของกลางอาวุธปืนรวม 675 กระบอก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปืนไม่มีทะเบียน 643 กระบอก รวมถึงวัตถุระเบิดและเครื่องกระสุนอีกกว่า 3,655 นัด ส่งผลให้ตำรวจภูธรภาค 5 มีผลคะแนนการปฏิบัติงานด้านนี้สูงเป็นลำดับที่ 3 ของประเทศ
ด้านการติดตามบุคคลตามหมายจับ เจ้าหน้าที่สามารถปิดคดีจับกุมผู้ต้องหาได้รวมทั้งสิ้น 1,216 หมายจับ แบ่งเป็นหมายจับทั่วไป หมายจับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และหมายจับคดียาเสพติด ซึ่งในจำนวนนี้มีคดีอุกฉกรรจ์รวมอยู่ด้วยถึง 62 หมายจับ
นอกจากนี้ยังสามารถขยายผลทลายเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์กลางเมืองเชียงใหม่ โดยเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ศปอส.ภ.5 ได้บุกรวบตัวผู้ต้องหา 2 ราย คือ น.ส.สุภัสรา และ นายศรราม ที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานทหารหลอกให้สำรองเงินซื้อแผงกั้นแบริเออร์ ขณะกำลังถอนเงินสดที่ได้จากการหลอกลวงเหยื่อในคดีฉ้อโกงออนไลน์ จำนวน 445,500 บาท จากเคาน์เตอร์ธนาคารกสิกรไทย สาขาตลาดมีโชคพลาซ่า
สอบสวนผู้ต้องหาทั้งสองรับสารภาพว่ารับจ้างเปิดบัญชีม้าและตระเวนถอนเงินสดตามคำสั่งเพื่อแลกกับค่าจ้าง เจ้าหน้าที่จึงทำการยึดของกลางเป็นเงินสดทั้งหมดเพื่อเร่งส่งคืนให้แก่ผู้เสียหายและดำเนินคดีในข้อหาอั้งยี่ต่อไป
ทั้งนี้ ตำรวจภูธรภาค 5 ได้ออกประกาศแจ้งเตือนพี่น้องประชาชนอย่างจริงจังว่า อย่าหลงเชื่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ชักชวนให้ไปเปิดบัญชี หรือขอใช้บัญชีเพื่อรับโอนเงินโดยเด็ดขาด ให้สันนิษฐานไว้เสมอว่าเป็นการรับโอนเงินจากการกระทำความผิด ซึ่งจะถูกดำเนินคดีในภายหลัง โดยการเปิดหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือแม้แต่เลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ของตน โดยรู้หรือควรรู้ว่าจะถูกนำไปใช้ในการกระทำความผิดทางเทคโนโลยี มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566
นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่เป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือไขข่าวเพื่อให้มีการซื้อขาย เช่า หรือให้ยืมบัญชีเงินฝากและบัตรอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เพื่อใช้ในการกระทำความผิด จะมีโทษหนักยิ่งขึ้น โดยต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปีถึง 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 200,000 บาทถึง 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 10 ของ พ.ร.ก.ฉบับเดียวกัน จึงขอให้ประชาชนระมัดระวังและอย่าเห็นแก่ค่าตอบแทนเพียงเล็กน้อยที่อาจนำไปสู่โทษทัณฑ์มหาศาลและความเดือดร้อนต่อสังคมในวงกว้าง


