เชียงใหม่ - เชียงใหม่จุดความร้อนไฟเผาป่าลดลง หลัง จนท.ระดมดับทั้งภาคพื้นดินและทางอากาศ รวมทั้งพบฝนตกหลายพื้นที่จากปฏิบัติการฝนหลวง อย่างไรก็ตามค่ามลพิษอากาศยังสูงเกินมาตรฐาน ต้องรอลุ้นฝนตกช่วงวันที่ 7-9 เม.ย. 69 พร้อมลุยบินทำฝนหลวงต่อเนื่องหวังช่วยคลี่คลายสถานการณ์
วันนี้ (7 เม.ย. 69) รายงานข่าวแจ้งว่า สภาพทั่วทั้งตัวเมืองเชียงใหม่ยังคงถูกปกคลุมด้วยฝุ่นควันไฟจากการเผาป่าอยู่อย่างต่อเนื่องทุกวันนานประมาณ 2 สัปดาห์แล้ว เช่นเดียวกันกับค่ามลพิษทางอากาศที่สูงเกินค่ามาตรฐานอยู่ในระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งอาสาสมัครต่างระดมกำลังกันเข้าทำการดับไฟไหม้ป่าที่มีการลักลอบทั่วทั้งพื้นที่ของจังหวัดเชียงใหม่ ตลอดจนมีการสนับสนุนอากาศยานบรรทุกน้ำขึ้นบินช่วยดับไฟ อีกทั้งศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ยังได้เริ่มขึ้นบินปฏิบัติการด้วยตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการถ่ายเทอากาศและช่วยบรรเทาความรุนแรงของสถานการณ์ กระทั่งล่าสุดพบว่าทำให้เกิดฝนตกบ้างแล้วในบางพื้นที่
ทั้งนี้ ข้อมูลจากดาวเทียมรายงานผลการตรวจพบจุดความร้อน (Hotspot) ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ รอบเช้า จำนวน 17 จุด มากที่สุดในอำเภอเชียงดาว 9 จุด รองลงมา ได้แก่ จอมทอง 3 จุด, ฮอด 3 จุด และดอยเต่า 2 จุด ขณะที่ข้อมูลสะสมจุดความร้อนตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 69-6 เม.ย. 69 ของจังหวัดเชียงใหม่ มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 6,926 จุด ส่วนสถานการณ์ไฟป่าของ 17 จังหวัดภาคเหนือ พบว่ามีแนวโน้มดีขึ้นตามลำดับ เช้านี้พบจุดความร้อน 318 จุด แบ่งเป็นเขตป่าอนุรักษ์ 163 จุด ป่าสงวนแห่งชาติ 70 จุด และนอกเขตพื้นที่ป่า 85 จุด โดยพบจุดความร้อนสูงสุดในจังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 48 จุด รองลงมาคือจังหวัดน่าน 43 จุด และเพชรบูรณ์ 31 จุด
สำหรับผลปฏิบัติการฝนหลวงของศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนบน กรมฝนหลวงและการบินเกษตรนั้น วานนี้มีรายงานแจ้งว่าเกิดฝนตกในหลายพื้นที่รอบตัวเมืองเชียงใหม่ ตั้งแต่อำเภออมก๋อย ฮอด จอมทอง แม่แจ่ม สะเมิง และแม่ริม รวมทั้งอำเภอลี้ และอำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ซึ่งฝนที่ตกลงมาถือเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้สถานการณ์ไฟป่าบรรเทาความรุนแรงลงในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่คลี่คลาย ทั้งนี้ยังมีการปฏิบัติการต่อเนื่องเพื่อก่อกวนสภาพอากาศให้เปิดช่องระบาย ทำให้ฝุ่นควันลอยตัวขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศได้ดีขึ้น และจากการพยากรณ์อากาศคาดว่าในช่วงวันที่ 7-9 เม.ย. 69 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือมีโอกาสเกิดพายุฝนฟ้าคะนองประมาณร้อยละ 10 ของพื้นที่ ซึ่งสภาพอากาศลักษณะนี้จะช่วยเพิ่มความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ ทำให้การปฏิบัติการฝนหลวงมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีโอกาสมากขึ้นที่จะทำให้เกิดฝนตก
ทั้งนี้ ผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศจังหวัดเชียงใหม่จากสถานีตรวจวัดของกรมควบคุมมลพิษสูงเกินค่ามาตรฐานและมีผลกระทบต่อสุขภาพทุกสถานี โดยผลการตรวจวัดจากสถานีในตำบลช้างเผือก, ตำบลศรีภูมิ, ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่, ตำบลหางดง อำเภอฮอด,ตำบลช่างเคิ่ง อำเภอแม่แจ่ม และตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว พบค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เฉลี่ยในรอบ 24 ชั่วโมง ณ เวลา 13.00 น. วันนี้ อยู่ที่ 102 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร, 69.1 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร, 81.4 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร, 88.7 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร, 203.3 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร และ 142.4 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ตามลำดับ จากค่ามาตรฐานไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ส่วนค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) อยู่ที่ 228, 184, 207, 214, 329 และ 268 ตามลำดับ จากค่ามาตรฐานไม่เกิน 100
ด้านเว็บไซต์ Iqair.com ซึ่งรายงานคุณภาพอากาศจากทั่วโลก แจ้งผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศและการจัดอันดับเมืองที่มีมลพิษทั่วโลกแบบเรียลไทม์ เมื่อเวลา 13.00 น. วันนี้ พบว่าเทศบาลนครเชียงใหม่มีดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ที่ 169 US AQI และค่า PM 2.5 วัดค่าได้ 81 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเกินค่ามาตรฐาน และอยู่ในระดับที่ไม่ถูกสุขภาพมีผลกระทบต่อทุกคน โดยผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศดังกล่าวสูงเป็นอันดับที่ 2 ของเมืองหลักที่มีมลพิษอากาศสูงสุดของโลก ส่วนอันดับ 1 ได้แก่ ฮานอย ประเทศเวียดนาม ดัชนีคุณภาพอากาศ 183 US AQIและอันดับ 2 ธากา ประเทศบังกลาเทศ ดัชนีคุณภาพอากาศ 164 US AQI


