พิษณุโลก - ส.ส.ผู้ค้าปลีกน้ำมันตีแผ่วงจรน่าสะพรึง..หลังโกลาหลหน้าปั๊มยุติ-น้ำมันแพงทั่วหน้า ดีเซลทะลุลิตรละ 50 บาท ชาวนากระอักทั้งแผ่นดิน ส่อต้องเผาตอซังข้าว ไม่รอตีเทือกหมักย่อยสลาย 20 วัน ก่อนปลูกข้าวเบา-อายุสั้น 3 เดือนหนีน้ำหลาก แต่ก่อปัญหามลพิษ แนะรัฐต้องชดเชยงดทำนาปรัง ในพื้นที่น้ำหลากไว-บางระกำโมเดล จะได้เลิกเผาส่งฝุ่นควันคลุ้ง
นายนิยม ช่างพินิจ ส.ส.พิษณุโลก เขต 4 พรรคภูมิใจไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำมันดีเซลแพงทะลุลิตรละ 50 บาท ว่าตนในฐานะผู้ค้าปลีกน้ำมันตามมาตรา 7 ผู้ประกอบการปั๊ม ปตท.บ้านกร่าง ด้วยนั้น ไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาน้ำมันแพงที่ได้รับความเดือดร้อนทุกครัวเรือน ที่ผ่านมาได้หารือและให้คำปรึกษากับนายเอกนัฐ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กระทั่งรัฐปล่อยราคาน้ำมันลอยตัวในที่สุด
ช่วงที่เกิดสถานการณ์โกลาหล เนื่องจากราคาน้ำมันมี 2 ราคา คือ ราคาจ็อบเบอร์ กับราคาหน้าปั๊ม (มาตรา 7) ซึ่งแตกต่างกันจากการใช้เงินกองทุนอุดหนุน ทำให้ผู้ใช้น้ำมันภาคอุตสาหกรรมมาแย่งซื้อน้ำมันจากผู้ค้ามาตรา 7 แต่ปัจจุบันราคาใกล้เคียงกัน ทำให้ปัญหาที่ต้องแย่งคิวเติมน้ำมันคลี่คลาย แต่น้ำมันแพงถ้วนหน้า คาดว่าราคาดีเซลลิตรละ 50 บาทคงปรับลงยาก แต่ถ้าขยับขึ้นไปอีกหลายภาคธุรกิจคงอยู่กันไม่ได้ ยังมั่นใจว่า น้ำมันคงไม่ขึ้นไปถึงลิตรละ 70 บาทแน่ แต่ก็ไม่มีใครคาดได้แม่น เพราะสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านยังไม่จบ
“ดีเซลลิตรละ 50 บาทคนเดือดร้อนคือ ชาวนา เพราะ ก่อนทำนา จะต้องไถปรับพื้นที่ อันดับแรก คือ ใช้น้ำมันดีเซล สูบน้ำเข้านา หมักปล่อยแช่น้ำไว้ 7-10 วัน หลังจากนั้นก็ใช้น้ำมันเติมรถไถ ตีเทือกอีกรอบเพื่อปรับพื้นที่ แล้วก็ปล่อยหมักแช่น้ำอีก 7-10 วันเพื่อย่อยสลาย รวมการเตรียมพื้นที่ก่อนหว่านข้าวไม่เกิน 20 วัน”
แต่ถ้า "เผา" ตอซังข้าวแบบเดิม แทบไม่ได้เสียค่าน้ำมันที่แพงระยับเลย เพราะเผาแล้วไถ ไม่ต้องหมัก ปล่อยน้ำเข้านาแล้วปลูกเลย แถมยังลดเวลาอีก จากนั้นชาวนามักจะเลือกปลูกข้าวอายุสั้นประมาณ 3 เดือน เพราะอยู่ในเขตบางระกำโมเดล น้ำเหนือไหลบ่าเร็ว เพราะรัฐทำเป็นแหล่งรับน้ำ
นายนิยมบอกต่อว่า การตีเทือก 2 รอบ หมักก่อนปลูก 20 วันนั้นมีผลมากต่อวิถีชีวิตชาวนา ทำให้หลายคนเลือกวิธีเผาตอซังข้าวเพื่อร่นเวลาเพาะปลูกและเก็บเกี่ยว ปัญหาก็คือ ฝุ่น ควัน เต็มไปหมดทั่วอำเภอบางระกำ บางกระทุ่ม กลายเป็นปัญหา เผาผืนนา เพราะราคาน้ำมันแพง แต่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อคนเมือง
"สิ่งที่ผมทำได้ อภิปรายในสภาฯ ขอเงินชดเชยให้ชาวนา (บางระกำ หรืออยุธยา ซึ่งเป็นแหล่งรับน้ำท่วม) ทำนาปีละครั้ง แล้วรับเงินจากรัฐไร่ละ 1,000-2,000 บาท ไม่ต้องทำข้าวนาปรัง โดยชาวนาต้องเปลี่ยนหันมาปลูกข้าวอายุ 110 วันแทน เนื่องจากเป็นที่ต้องการของตลาดโลก สามารถเลือกสายพันธุ์ข้าวที่ต่างประเทศชื่นชอบ เช่น ข้าว กข.พิษณุโลก ข้าวหอมมะลิ เป็นต้น
“รัฐควรชดเชยเงินให้เขา เพราะเป็นผู้เสียสละ แหล่งรับน้ำ แต่รัฐก็เงียบ” นายนิยม เปรย และกล่าวต่อว่า ชาวนาเลือกปลูกข้าวอายุสั้นเพราะทำก่อนน้ำหลาก แต่สภาวะตลาดไม่เอื้อ ขายข้าวไม่ได้ราคา จริงๆ ชาวนาควรปลูกข้าวอายุยาว (110 วัน) แต่ก็ไม่ชอบอีก เพราะเกี่ยวข้าวหนีน้ำไม่ทัน จังหวัดพิษณุโลก โดยผู้ว่าฯ จะต้องบูรณาการกระทรวงเกษตรฯ และ มหาดไทย เรื่องการปลูกข้าวก่อนหลัง แบ่งโซนการปลูก พื้นที่ใดปลูกก่อนน้ำหลากในอีก 3 -4 เดือนข้างหน้า
ส.ส.พิษณุโลกเผยอีกว่า การแก้ปัญหาของทุกคน ทุกอาชีพล้วนมีเหตุผลแตกต่างกัน แต่อยากให้สังคมอยู่ได้ เนื่องจากมีผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก PM 2.5 แล้ว และยังมีผู้ที่มีผลกระทบจากอาชีพทำนา จะต้องแก้ปัญหาแบบบูรณาการเพื่อให้สังคมอยู่ได้ ตนจึงขอตีแผ่ให้เข้าใจปัญหาเจาะลึกถึงรากเหง้า เพื่อแก้ไขอย่างเป็นระบบทุกภาคส่วน


