ศูนย์ข่าวศรีราชา - นายกสมาคมไก่ฯ แนะรัฐบาลใช้วิทยาศาสตร์พัฒนา มูลไก่ สู่ปุ๋ยคุณภาพ แก้วิกฤตปุ๋ยเคมีราคาพุ่ง-นำเข้าลำบาก ลดความเดือดร้อนเกษตรกร ชี้แหล่งน้ำมันดิบในไทย ก็ยังมีอีกมากหากสำรวจจริงช่วยลดการนำเข้าน้ำมันในอนาคต
วันนี้ (6 เม.ย.) ดร.ฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และประธานบริหาร บริษัทในเครือฉวีวรรณ กรุ๊ป ได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับปัญหาการสู้รบในตะวันออกกลางว่า ยากที่จะประเมิน ว่าสงครามจะยุติลงเมื่อใด เนื่องจากเป็นเรื่องของความขัดแย้งที่มีความซับซ้อนและมีความตึงเครียดสะสมมานานระหว่างประเทศคู่ขัดแย้ง จึงมีโอกาสเกิดเหตุปะทะได้อย่างต่อเนื่อง และจะส่งผลต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของโลกไปอีกยาวนาน
ดังนั้น รัฐบาลควรจะเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเรื่องพลังงานน้ำมันที่ต้องพึ่งพาการนำเข้า ด้วยการใช้ศักยภาพที่มีเดินหน้าขุดหาแหล่งน้ำมันดิบในประเทศที่เชื่อว่ายังมีอยู่อีกมากเพื่อช่วยตัวเองให้ได้มากที่สุด เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบขยายวงกว้างไปในทุกภาคเศรษฐกิจและทุกภาคส่วนของโลกแล้ว
เช่นเดียวกับเรื่องของการแก้ปัญหาราคาปุ๋ยเคมีที่พุ่งสูงขึ้นจากการนำเข้าที่ยากลำบาก สวนทางกับการที่ประเทศไทย ซึงเป็นเมืองเกษตรกรรมและมีการขยายตัวของภาคเกษตรและปศุสัตว์ที่ทุกกิจกรรมการผลิตต้องพึ่งพาการใช้น้ำมันเป็นหลัก และใช้ปุ๋ยในการดูพืชสวนไร่นาในฐานะครัวของโลก ที่ในวันนี้ต้องพึ่งพากันนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศ
“ การมองหาสิ่งทดแทนพลังงานน้ำมัน และปุ๋ยเคมีในขณะนี้เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะในช่วงแรกของวิกฤตภาคส่งออกยังพอประคองตัวได้ ส่วนเกษตรปศุสัตว์ก็มีการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอย่างน้อย 2–3 เดือน เช่นเดียวกับวัตถุดิบอาหารสัตว์บางประเภท ที่มีการทำสัญญาล่วงหน้า 3–4 เดือน ซึ่งขณะนี้สัญญาดังกล่าวกำลังจะหมดลง และสิ่งที่อยากแนะนำรัฐบาล คือการส่งเสริมให้นักวิทยาศาสตร์ ใช้ความรู้ที่มีในการส่งเสริมให้มูลไก่ เป็นปุ๋ยที่มีคุณภาพเพื่อช่วยภาคเกษตรของไทย”
ดร.ฉวีวรรณ ยังเผยอีกว่าปัจจุบันการเลี้ยงไก่ทั้งไก่เนื้อและไก่ไข่ในประเทศมีจำนวนมาก ซึ่งในอดีตเกษตรกรก็ใช้ มูลไก่ ทำประโยชน์หลายรูปแบบ เช่น เลี้ยงปลาหรือใช้เป็นปุ๋ยสำหรับพืชอย่างกล้วยและมะพร้าวจนได้ผลลัพธ์ที่ดี ทั้งนี้หากมีการวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจังก็อาจจะกลายเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการช่วยลดต้นทุนให้กับเกษตรกรได้ในระยะยาว
“ รัฐบาล น่าจะนำภูมิปัญหาพื้นบ้านกลับมาพัฒนาและต่อยอดด้วยการส่งเสริมให้นักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์ ทำการวิจัยหาแนวทางเสริมคุณค่าทางโภชนาการให้เหมาะสมกับการใช้งานในวงกว้าง ซึ่งก็เชื่อว่า มูลไก่ ที่มีจำนวนมากทั้งประเทศจะช่วยลดการพึ่งพาปุ๋ยนำเข้าได้ในบางส่วน ไม่มากก็น้อย”
ดร.ฉวีวรรณ ยังเผยถึงภาวะการส่งออกเนื้อไก่ไทยไปต่างประเทศในภาวะสงครามว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบ มากนักเนื่องจากการส่งออกเนื้อไก่ มีการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าประมาณ 3 – 6 เดือน หรือบางบริษัทอาจยาวกว่านั้น แต่สิ่งที่พอจะมองเห็นภาพแล้วก็คือ การส่งออกไปยังตะวันออกกลางที่เริ่มชะลอตัวจากความไม่ปลอดภัยในการเดินเรือ
“ โชคดีที่ ฉวีวรรณกรุ๊ป ส่งออกเนื้อไก่ไปยังตลาดยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีและมาเลเซีย เป็นหลักและยังคงมีความต้องการต่อเนื่อง เพียงแต่มีปัญหาเรื่องสายเดินเรือที่ต้องเลื่อนกำหนดการเดินทางบ้าง จึงทำให้การบริหารจัดการและการทำงานยากขึ้นจึงอยากขอให้รัฐบาลช่วยดูแลเรื่องพลังงาน เพราะเป็นปัจจัยสำคัญของการผลิตและการดำรงชีวิตของประชาชน รวมทั้งภาคเกษตร การเพาะปลูก หรือการใช้ชีวิตประจำวัน”
ดร.ฉวีวรรณ ยังแนะให้ประชาชนปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากปัญหาการสู้รบในตะวันออกกลางและหาวิธีช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด โดยไม่รอคอยและคาดหวังการช่วยเหลอจากรัฐบาล ที่สำคัญจะต้องปรับตัวให้อยู่กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้ได้เพราะชีวิตต้องเดินหน้าต่อไป
ส่วนผู้ประกอบการ จะต้องวางแผนดำเนินธุรกิจและการผลิตอย่างรอบครอบ โดยเฉพาะภาคการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังที่จะต้องดูตลาดที่มั่นคงควบคู่ไปกับการดูแลต้นทุนให้ได้มากที่สุด เนื่องจากค่าเงินบาทไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนลงได้ง่ายๆ เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องการขาดทุน
อย่างไรก็ตาม ฉวีวรรณ กรุ๊ป ยังคงช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี และใกล้เคียง ด้วยการนำผลิตภัณฑ์ในเครือออกมาจำหน่ายในราคาถูกที่บริเวณด้านหน้าสโมสรฉวีวรรณ กรุ๊ป ทุกวันพุธช่วงบ่ายเป็นต้นไป ไม่ว่าจะเป็น เนื้อไก่ ผลิตภัณฑ์แปรรูป และไข่ไก่ เพื่อแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชน


