เชียงราย – จะทันแก้วิกฤตมั้ย!?..หลังทุกภาคส่วนระดมแก้ไฟป่าเชียงราย จนฮอตสปอตลดฮวบ แต่เมียนมา-สปป.ลาว กลับเกิดไฟป่าหนัก ตั้งแต่ 1 มกราฯ-1 เมษาฯ จุดความร้อนโผล่พม่ากว่า 200,000 จุด-ลาวเกือบ 60,000 จุด ล่าสุดเฉพาะอาทิตย์ที่แล้วเมียนมายังโผล่เกือบ 5 หมื่น-ลาวอีกกว่า 2 หมื่นจุด จนควันคลุ้งข้ามแดนคลุมเมือง
หลังพบจุดความร้อน (Hotspot) สะสมทั่วเชียงราย ระหว่าง 1 ม.ค.-1 เม.ย.69 จำนวน 1,253 จุด คิดเป็นเพียงร้อยละ 4.33 ของพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งน้อยที่สุดในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน และเมื่อวันที่ 1 เม.ย.พบจุดความร้อนเพียง 37 จุด ลดลงจากวันที่ 31 มี.ค.ซึ่งพบ 156 จุด หรือลดลงถึงร้อยละ 76 ภายในระยะเวลาเพียงวันเดียว
นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่าทุกภาคส่วน ทั้งผู้นำชุมชน เกษตรกร และภาคีเครือข่าย ร่วมมือกันลดการเผาในพื้นที่อย่างจริงจัง แต่แม้สถานการณ์ไฟป่าในจังหวัดจะคลี่คลายลง ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ยังคงเกินค่ามาตรฐาน ปัจจัยหลักคือ “ฝุ่นควันข้ามแดน” จากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งพบจุดความร้อนจำนวนมาก
จากการวิเคราะห์ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียม Suomi VIIR พบว่ามีหมอกควันปลิวข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะช่วงวันที่ 1 ม.ค. – 1 เม.ย. 2569 พบจุดความร้อนในประเทศเมียนมาสูงถึง 204,371 จุด และ สปป.ลาว 59,233 จุด เฉพาะในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาระหว่างวันที่ 26 มี.ค.– 1 เม.ย.ประเทศเมียนมาพบมากถึง 45,572 จุด และ สปป.ลาว 21,646 จุด ในขณะที่ จ.เชียงรายมีเพียง 905 จุด
"ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนชัดว่าแม้ จ.เชียงราย จะสามารถควบคุมการเผาในพื้นที่ได้ดีขึ้น แต่ยังคงได้รับผลกระทบจากฝุ่นควันข้ามพรมแดน ประกอบกับสภาพอากาศปิดและลมสงบ รวมทั้งสภาพภูมิประเทศของเชียงราย เป็นแอ่งกระทะ มีภูเขาสลับซับซ้อน จึงทำให้ฝุ่นละอองสะสมในพื้นที่และระบายออกได้ยาก"
นายชูชีพ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม จ.เชียงราย ก็ยังได้ดำเนินการมาตรการเชิงรุกทั้งในระดับพื้นที่และระดับนโยบาย โดยมีการจัดทำแนวกันไฟตามแนวชายแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน การประสานความร่วมมือผ่านกลไกคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น (TBC) รวมถึงการเตรียมใช้กลไกทางการทูตในการเจรจาเพื่อลดปัญหาหมอกควันข้ามแดนในระยะยาว
ด้านการดูแลสุขภาพของประชาชนได้ระดมทรัพยากรจากทุกภาคส่วนอย่างเต็มที่ ภายใต้นโยบาย “สุขภาพต้องมาก่อน (Health First)” โดยได้เร่งแจกจ่ายหน้ากากอนามัยให้ประชาชนเกือบ 300,000 ชิ้น โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงสูง จัดตั้ง “ห้องปลอดฝุ่น” จำนวนกว่า 457 แห่งกระจายตามโรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่ราชการ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าพักพิงในช่วงที่ค่าฝุ่นสูง ดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างใกล้ชิดทั้งผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้มีโรคประจำตัว รวมกว่า 150,000 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขก็ลงพื้นที่ติดตามอาการและให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่อง ฯลฯ เพื่อให้ก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปด้วยกันต่อไป.


