xs
xsm
sm
md
lg

พิษสงครามยืดเยื้อ! ดันราคาปุ๋ยเคมีพุ่ง-ยูเรียขาดตลาด ชาวนาบุรีรัมย์แห่ซื้อตุน ผวาพุ่งไม่หยุดจี้รัฐควบคุมราคา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



บุรีรัมย์ - พิษสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อนานร่วมเดือน ดันปุ๋ยเคมีทุกยี่ห้อปรับขึ้นราคาอีกกระสอบละ 50 บาท ทะลุกระสอบละ 1,100 ปุ๋ยยูเรียขาดตลาด ผู้ประกอบการร้านขายปุ๋ยบุรีรัมย์ เผยแม้ยังไม่ถึงฤดูทำนา แต่เกษตรกรมาซื้อไปตุนไว้ หวั่นราคาพุ่งขึ้นอีกตามวิกฤตน้ำมันที่ลอยตัว จี้รัฐดูแลควบคุมราคาปุ๋ย

วันนี้ (30 มี.ค. 69) ผู้ประกอบการร้านจำหน่ายปุ๋ย และอุปกรณ์ทางการเกษตรแห่งหนึ่งในอำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ได้ออกมายอมรับว่าจากสถานการณ์ความไม่สงบในประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งยืดเยื้อมานานร่วมเดือน ได้ส่งผลกระทบต่อราคาปุ๋ยเคมี ทุกยี่ห้อมีการปรับขึ้นราคาอีกกระสอบละ 50 บาท ขณะที่ปุ๋ยยูเรียซึ่งเป็นแม่ปุ๋ยก็ขาดตลาดไม่มีจำหน่ายเลย


ทั้งนี้ ทุกปีเกษตรกร หรือชาวนา จะมาเลือกซื้อปุ๋ยเคมีสูตรต่างๆ ในช่วงฤดูทำนา คือช่วงเดือนมิถุนายน หรือกรกฎาคม แต่หลังจากที่ราคาปุ๋ยเคมีปรับขึ้นอีกกระสอบละ 50 บาท ก็มีเกษตรกรหลายคนมาซื้อปุ๋ยเคมีไปตุนเอาไว้เฉลี่ยคนละ 5-10 กระสอบ เพราะเกรงว่าหากสงครามยังไม่สงบในเร็ววัน ประกอบกับน้ำมันยังราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็จะดันให้ปุ๋ยเคมีราคาแพงขึ้นอีกเช่นกัน จึงจำใจต้องมาซื้อไปไว้ เพราะหากรอถึงฤดูทำนาค่อยมาซื้อก็จะยิ่งเพิ่มต้นทุนขึ้นอีก


นางปราณี บันลือทรัพย์ เจ้าของร้านจำหน่ายปุ๋ยและอุปกรณ์ทางการเกษตรในพื้นที่อำเภอนางรอง เปิดเผยว่า ก่อนเกิดสถานการณ์สงครามร้านค้าสามารถจำหน่ายสินค้าได้ตามปกติ แต่หลังจากเกิดวิกฤตดังกล่าว ทำให้ราคาปุ๋ยโดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียและปุ๋ยเคมีสูตรต่างๆ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยทางร้านจำเป็นต้องปรับราคาปุ๋ยขึ้นอีกกระสอบละ 50 บาท ตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เช่น ปุ๋ยตรามงกุฎ และตรากระต่าย ก่อนหน้านี้กระสอบละ 1,050 บาท ก็ปรับเป็น 1,100 บาท ตราท็อปวัน ก่อนหน้านี้กระสอบละ 900 บาท ปรับเป็นกระสอบละ 950 บาท ส่วนปุ๋ยยูเรียตอนนี้ขาดตลาดไม่มีขายเลย


หลังจากราคาปุ๋ยปรับขึ้นก็มีเกษตรกรหลายคนมาซื้อปุ๋ยเคมีสูตรต่างๆ ไปสำรองเอาไว้แม้จะยังไม่ถึงฤดูนาก็ตาม เพราะ เกรงหากไม่ซื้อตอนนี้แล้วปุ๋ยแพงขึ้นอีก จะยิ่งกระทบต้นทุนการผลิต ส่วนกรณีที่ปุ๋ยยูเรีย ซึ่งเป็นแม่ปุ๋ยขาดตลาด ทางร้านได้แนะนำให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ “ปุ๋ยสูตรเสมอ” แทนปุ๋ยยูเรีย เพราะสามารถใช้ได้ตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิต

ผู้ประกอบการยังฝากถึงภาครัฐให้เข้ามาช่วยดูแลและควบคุมราคาปุ๋ย รวมถึงพิจารณาลดราคาน้ำมัน เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนด้านการขนส่ง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อราคาสินค้าเกษตรในปัจจุบัน