เปิดมุมมองกงสุลใหญ่จีน” ตอนที่ 2
สัญญาณแห่งโอกาสจากการประชุมสองสภาของจีน พิเคราะห์มุมมองต่อโอกาสใหม่ในความร่วมมือไทย-จีน
โดย ฯพณฯ กงสุลใหญ่หลิว หงเหมย
ในช่วงต้นเดือนมีนาคมของทุกปี ประเทศจีนกำหนดให้มีการประชุมสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ (National People's Congress หรือ NPC) และการประชุมสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งประชาชนจีน (Chinese People's Political Consultative Conference หรือ CPPCC) หรือที่เรียกโดยย่อว่า “การประชุมสองสภา” (Two Sessions) เพื่อพิจารณาศึกษานโยบายหลักแห่งการพัฒนาประเทศและแผนงานในระยะกลางถึงระยะยาว พร้อมทั้งวางพิมพ์เขียวเพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชาติ แม้ว่าการประชุมสองสภาจะเป็นกิจการภายในของจีน ทว่ากลับดึงดูดความสนใจจากสื่อมวลชนต่างชาตินับพันรายให้เดินทางไปยังประเทศจีนเพื่อทำการรายงานข่าว
โดยนานาประเทศต่างร่วมกันจับตามองสัญญาณเชิงนโยบายที่ถ่ายทอดออกมาจากการประชุมสองสภาของจีน เนื่องจากนานาประเทศต่างติดตามสัญญาณนโยบายจากการประชุมสองสภาเพื่อนำมาวิเคราะห์ผลกระทบและโอกาสที่จะส่งผลล่วงหน้าต่อเศรษฐกิจโลกและความร่วมมือระหว่างประเทศ วาระสำคัญของการประชุมสองสภาในปีนี้ คือการพิจารณาแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5 ปี ฉบับที่ 15 (พ.ศ. 2569-2573) และรายงานการปฏิบัติงานของรัฐบาล ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งเราจะมาพิเคราะห์ร่วมกันว่ามีโอกาสสำคัญประการใดบ้างที่กำลังจะเกิดขึ้นสำหรับประเทศไทย
ประการที่ 1 : การบูรณาการพลังขับเคลื่อนใหม่จากการเปิดกว้างสู่สากลระดับสูงของจีนร่วมกัน ในร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5 ปี ฉบับที่ 15 (พ.ศ. 2569-2573) ได้กำหนดทิศทางไว้อย่างชัดเจนในการธำรงไว้ซึ่งความร่วมมือที่เปิดกว้างและการเกื้อกูลซึ่งผลประโยชน์ร่วมกัน พร้อมทั้งขยายขอบเขตการเปิดกว้างเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ ตลอดจนส่งเสริมวงจรเศรษฐกิจสากลเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปและการพัฒนาประเทศ โดยในช่วงสองเดือนแรกของปี พ.ศ. 2569 มูลค่าการค้าระหว่างจีนและอาเซียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ทำให้อาเซียนยังคงเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของจีน ประเทศไทยในฐานะกลไกเศรษฐกิจหลักของภูมิภาคอาเซียน คือมิตรประเทศที่ร่วมมือกับจีนอย่างแนบแน่นมาโดยตลอด จีนยังคงเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของไทยติดต่อกันเป็นปีที่ 13 โดยมีความร่วมมือที่เข้มแข็งในด้านกสิกรรมและอุตสาหกรรม ผลผลิตทางการเกษตรชั้นเลิศของไทย
อาทิ ข้าว ผลไม้เมืองร้อน และยางพารา สามารถขยายตลาดเข้าสู่จีนได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่การนำเข้าเครื่องจักรและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จากจีนก็เป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างภาคอุตสาหกรรมไทย นโยบายจากการประชุมสองสภาที่เน้นการขยายวงจรเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จึงเปรียบเสมือนการเติมเต็มแรงขับเคลื่อนใหม่ให้แก่การยกระดับความร่วมมือระหว่างจีนและไทยให้ลุ่มลึกยิ่งขึ้น
ประการที่ 2 : การยกระดับและเร่งรัดความร่วมมือด้านการพัฒนาสีเขียว รายงานผลการดำเนินงานของรัฐบาลประจำปี พ.ศ. 2569 ระบุว่า จีนยังคงมุ่งมั่นที่จะเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านวิถีการพัฒนาไปสู่ความยั่งยืนสีเขียว โดยส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่อย่างจริงจัง ตลอดจนสนับสนุนการสร้างฐานการผลิตและโครงข่ายการค้าในต่างประเทศ จีนสั่งสมขีดความสามารถขั้นสูงในด้านพลังงานทดแทนและเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงาน ส่งผลให้ความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่ายในด้านพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียวมีทัศนียภาพที่กว้างไกลยิ่ง ขณะเดียวกัน ความพร้อมด้านเทคโนโลยีและเงินทุนของภาคธุรกิจจีนในอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ ยังสอดรับกับวิสัยทัศน์ของไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตของภูมิภาค
การที่วิสาหกิจจีนที่มีศักยภาพจำนวนมากเข้ามาลงทุนจัดตั้งโรงงานในไทย ไม่เพียงช่วยเสริมสร้างอุตสาหกรรมพลังงานใหม่ของไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น หากแต่ยังเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้ไทยบรรลุการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดได้อย่างเป็นรูปธรรม
ประการที่ 3 : ศักยภาพอันมหาศาลของความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ในร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5 ปี ฉบับที่ 15 (พ.ศ. 2569-2573) ได้ระบุถึงการดำเนินแผนปฏิบัติการ “ปัญญาประดิษฐ์พลัส” (AI+) อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเพิ่มพูนขีดความสามารถให้แก่ภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในทุกมิติ พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายพันธมิตรความร่วมมือทางดิจิทัลในระดับโลก ตลอดจนกระชับความร่วมมือในด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เมืองอัจฉริยะ และสาขาที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ให้ลุ่มลึกยิ่งขึ้น รวมถึงการผลักดันการไหลเวียนของข้อมูลข้ามพรมแดนอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวก และปลอดภัย ความเป็นผู้นำของจีนในด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ปัญญาประดิษฐ์ และข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) สอดประสานและเติมเต็มความต้องการปฏิรูปดิจิทัลของไทยได้อย่างมีประสิทธิผลยิ่ง
ความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศได้เริ่มต้นขึ้นอย่างราบรื่นและรุดหน้าไปอย่างมั่นคง เมื่อไม่นานมานี้ คณะผู้แทนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของไทยได้เดินทางไปเยือนและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ณ ประเทศจีน ส่งผลให้ความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานและการค้าบริการทางดิจิทัลของทั้งสองฝ่ายมีการพัฒนาที่แน้นแฟ้นอย่างต่อเนื่อง
ประการที่ 4: การยกระดับคุณภาพและการเพิ่มพูนประสิทธิภาพของการเชื่อมโยงระหว่างกัน จากรายงานผลการดำเนินงานของรัฐบาลประจำปี พ.ศ. 2569 ระบุถึงการร่วมกันสร้าง “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ พร้อมทั้งเสริมสร้างการสอดประสานเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกันระหว่างประเทศภาคี เพื่อขับเคลื่อนแนวทางการเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงด้าน และการเชื่อมโยงระหว่างประชาชน ให้บังเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและมีความชัดเจน ข้อริเริ่ม “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” สอดรับกับยุทธศาสตร์ “ไทยแลนด์ 4.0”
โดยการดำเนินงานอย่างประสบความสำเร็จของรถไฟจีน-ลาวได้วางรากฐานความร่วมมืออันดีให้แก่การเชื่อมโยงในภูมิภาค และความสำเร็จดังกล่าวยังเป็นแบบอย่างที่เป็นประโยชน์ยิ่ง เมื่อโครงการรถไฟจีน-ไทยดำเนินการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งจะเชื่อมโยงจีน ลาว และไทยเข้าไว้ด้วยกัน ก่อเกิดเป็นโครงข่ายคมนาคมขนส่งภูมิภาครูปแบบใหม่ อันจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์อย่างมหาศาล พร้อมทั้งเพิ่มพูนขีดความสามารถในการพัฒนาด้านการค้า การลงทุน และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
ประการที่ 5 : ผลประโยชน์จากนโยบายด้านวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และการบริโภค การประชุมสองสภาได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตอบสนองความพึงพอใจในด้านจิตใจและวัฒนธรรมของประชาชน อีกทั้งยังเน้นย้ำถึงการยกระดับความสะดวกสบายในการสัญจรระหว่างบุคคล และการผลักดันการบังคับใช้ระเบียบการลาพักผ่อนประจำปีแบบได้รับค่าจ้างของพนักงานในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว ศักยภาพการบริโภคด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของจีนที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องนี้ จะนำมาซึ่งผลประโยชน์อันมหาศาลต่อการฟื้นฟูและยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย ตลอดจนการขยายตัวของธุรกิจรูปแบบใหม่ในภาควัฒนธรรมและการท่องเที่ยวระดับสูง
สัญญาณใหม่แห่งการพัฒนาจากการประชุมสองสภาของจีน ไม่เพียงแต่จะวาดภาพอันรุ่งโรจน์ของความทันสมัยแบบจีนเพียงเท่านั้น หากแต่ยังมอบความแน่นอนและความมั่นคงให้แก่ประชาคมโลกมากยิ่งขึ้นอีกด้วย โอกาสใหม่ที่มาพร้อมกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5 ปี ฉบับที่ 15 (พ.ศ. 2569-2573) ของจีน จะเป็นแรงขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องในการนำพาความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไทยก้าวข้ามจากการเป็นเพียงคู่ค้าทั่วไป สู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่มีการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุตสาหกรรมอย่างแนบแน่น มีความร่วมมือด้านนวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สอดประสานกัน และร่วมแรงร่วมใจกันสรรค์สร้างสรรค์ภูมิภาคนี้ให้เติบโตเป็นหนึ่งเดียวอย่างงดงามต่อไป


