ศูนย์ข่าวศรีราชา - มหาวิทยาลัยบูรพา ลงนามความร่วมมือทางวิชาการร่วมภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาอากาศยานไร้คนขับ เดินหน้าสร้างนักบินโดรนและผู้บินโดรนมืออาชีพ ยกระดับการพึ่งพาตนเอง
วันนี้ ( 26 มี.ค.) มหาวิทยาลัยบูรพา ได้จัดให้มีการลงนามความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) และการเสวนาในหัวข้อ “Smart Drone Ecosystem บินอย่างมืออาชีพ บนมาตรฐานความปลอดภัยและกฏหมาย” ระหว่างมหาวิทยาลัยบูรพา บริษัท ซิสทรอนิกส์ จำกัด และบริษัท พัทยา โดรน แอนด์ โรโบติกส์ เซ็นเตอร์ จำกัด ณ ห้องประชุม สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา
โดยมีจุดประสงค์สำคัญในการมุ่งบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิชาการ งานวิจัยและเทคโนโลยีจากภาคการศึกษาและภาคเอกชน เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งด้านการศึกษา การวิจัย การเกษตร การจัดการสิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการภัยพิบัติ
และมี รองศาสตราจารย์ ดร.วัชรินทร์ กาสลัก อธิการบดีมหาวิทยาลัยบูรพา ,นายอัศวรรณ์ เรืองชู กรรมการผู้จัดการบริษัท ซิสทรอนิกส์ จากัด และนายจักรกฤษณ์ อุปยโส กรรมการผู้จัดการบริษัท พัทยา โดรน แอนด์ โรโบติกส์ เซ็นเตอร์ จำกัด ร่วมลงนาม
รองศาสตราจารย์ ดร.วัชรินทร์ กาสลัก อธิการบดีมหาวิทยาลัยบูรพา เผยว่าปัจจุบันมีการใช้โดรนเพื่อการศึกษามากขึ้น แต่การใช้โดรนในมหาวิทยาลัยยังติดข้อปัญหาต่างๆ มากมายทั้งความเชี่ยวชาญในการใช้และอุปกรณ์ที่มีราคาแพง แต่โชคดีที่มหาวิทยาลัยฯ ได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน ที่มีทั้งอุปกรณ์ที่สำคัญและมีความเชี่ยวชาญในการบินโดรน
และเมื่อเกิดความร่วมมือทางวิชาการ จะทำให้นิสิต ได้เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนในอนาคตได้เป็นอย่างดี
สอดคล้องกับ นายอัศวรรณ์ เรืองชู กรรมการผู้จัดการบริษัท ซิสทรอนิกส์ จากัด บอกว่าการพัฒนาโดรนเพื่อใช้ภายในประเทศและส่งออกปัจจุบันถือว่าประเทศไทยสามารถพัฒนาไปไกล โดยเฉพะบริษัทของตนเอง ที่ในวันนี้ได้ตั้งโรงงานเพื่อผลิตโดรนในเขตแหลมฉบัง จ.ชลบุรี โดยมีจุดเริ่มต้นจากการพัฒนาด้วยตนเอง แต่ยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากประเทศจีน
จนทำให้ปัจจุบันสามารถผลิตโดรนต้นแบบได้หลายรุ่นและพยายามทำทุกชิ้นส่วนให้อยู่ในประเทศไทยให้ได้มากที่สุด โดยเชื่อว่าในอนาคตผู้ผลิตอากาศยานไร้คนขับของไทยจะสามารถแข่งขันด้านราคาในเรื่องการส่งออกได้
“ความร่วมมือกับมหาวิทยาบูรพา เราเชื่อว่าจะสามารถดึงศักยภาพของนักศึกษาที่มีความคิดในสิ่งต่างๆ ได้เร็วกว่าคนรุ่นก่อน จึงจำเป็นมากที่จะต้องแบ่งงานให้นักศึกษาเข้ามาช่วยในการพัฒนาต้นแบบให้ได้มากที่สุด ซึ่งแผนงานในการพัฒนาจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือโดรนที่ใช้เพื่อสำหรับงานด้านสำรวจ ออกแบบ กู้ภัยและงานถ่ายภาพทั่วไป กับโดรนที่ใช้เพื่อความมั่นคงที่จะต้องพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุด” นายอัศวรรณ์ กล่าว
ด้าน นายจักรกฤษณ์ อุปยโส กรรมการผู้จัดการบริษัท พัทยา โดรน แอนด์ โรโบติกส์ เซ็นเตอร์ จำกัด ที่บอกว่า ปัจจุบันโดรนมีความสำคัญมากทั้งด้านความมั่นคง และด้านอุตสาหกรรม ดังนั้น 3 สิ่งที่ผู้ใช้โดรนจะต้องรู้ก็คือ 1การจะขึ้นบินจะต้องขออนุญาตจากภาครัฐ เช่นสำนักงานการบินพลเรือน 2.นักบินก็จะต้องมีใบอนุญาตที่ถูกต้อง เช่นเดียวกับการขับรถยนต์ และ 3.การใช้โดรนจะต้องถูกกับประเภทของการใช้งานและต้องเป็นไปตาม
“ การให้ความรู้กับนักศึกษาในครั้งนี้ มหาวิทยาลัยบูรพา จะเป็นแหล่งข้อมูลทั้งทางด้านวิชาการและการฝึกอบรม เพราะในอนาคตเรามั่นใจว่าจะมีนักบินโดรนมากกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งนั่นหมายถึงวิชาชีพ ที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย และมหาวิทยาลัยจะเป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาบุคลากรทางด้านการศึกษาเพื่อให้เป็นวิชาชีพที่สามารถทำงานและมีรายรับได้จริง” นายจักรกฤษณ์ กล่าว
ขณะที่ ดร.สราวุธ ศิริวงศ์ ผู้รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวิทยาเขตจันทบุรี ที่ได้สะท้อนวิสัยทัศน์ในการผลักดันเทคโนโลยีโดรนจากฐานองค์ความรู้สู่การใช้งานจริง ผ่านการบูรณาการงานวิจัย การพัฒนานวัตกรรม และการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ ว่าจะนำไปสู่การประยุกต์ใช้ในหลากหลายด้าน อาทิ การจัดการเรียนการสอนเชิงปฏิบัติ การวิจัยและ สำรวจทรัพยากรทางทะเลและสิ่งแวดล้อม การเกษตรแม่นยำสูง การบริหารจัดการภัยพิบัติ ตลอดจนการสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคง
“ ในภาพรวมความร่วมมือดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมหาวิทยาลัยบูรพาให้เป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีโดรน และเสริมสร้างศักยภาพของประเทศด้านนวัตกรรม เศรษฐกิจ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ดร.สราวุธ กล่าว


