xs
xsm
sm
md
lg

(คลิป)“น้องเบส” อนุบาล 2 ออมเงินทะลุ 7.2 หมื่น แม่เผยตั้งใจเก็บเงินเพื่อครอบครัวและสร้างวินัยการออมให้ลูก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



อุดรธานี – กลายเป็นกระแสไวรัล "ใจฟู" ไปทั่วโลกโซเชียล เมื่อครูประจำชั้นโรงเรียนบ้านหนองลุมพุกหญ้าม้า อ.ประจักษ์ศิลปาคม โพสต์ภาพยอดเงินออมของนักเรียนชั้นอนุบาล 2 ที่สะสมมาตลอดปีการศึกษา โดยเฉพาะ "น้องธนเดช" หรือ "น้องเบส" ที่มียอดเงินออมสูงถึง 72,000 บาท แม่เผยตั้งใจให้ลูกเอาไปฝากเงินออมโรงเรียนเพื่อเป็นเงินเก็บของครอบครัวและปลูกฝังวินัยการออมให้กับลูกชายด้วย


                           

จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “Kru Nok” ได้โพสต์ภาพเงินสดจำนวนมาก พร้อมระบุข้อความว่า “โครงการออมทรัพย์ โรงเรียนหนองลุมพุกหญ้าม้า ออมจริงออมจัง #มาออมเงินกันค่ะ #อนุบาล 2 พรุ่งนี้พร้อมส่งคืนผู้ปกครองค่ะ” จนกลายเป็นที่สนใจและเป็นข่าวดังในโลกออนไลน์

ล่าสุดบ่ายวันนี้ (20 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังอำเภอประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี เพื่อพูดคุยกับครูผู้โพสต์ รวมถึงผู้ปกครองและนักเรียนที่สามารถออมเงินได้มากที่สุด โดยพบว่าที่บ้านของน้องเป็นร้านอาหารตามสั่ง น้องอาศัยอยู่กับแม่และยาย โดยเด็กชายธนเดช กำลังเรียนอยู่ชั้นอนุบาล 2 อายุ 5 ขวบ

นางปวีณา กงเพชร หรือ “ม้วย” อายุ 48 ปี แม่น้องเบส เล่าว่า แรงบันดาลใจเกิดจากการที่ตนทำประกันชีวิตให้ครอบครัวไว้ทุกคน โดยเมื่อปีที่ผ่านมาได้เริ่มทดลองให้ลูกออมเงินที่โรงเรียนวันละ 100 บาท กระทั่งครบปีสามารถเก็บเงินได้ประมาณ 17,000–17,890 บาท ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในปีนี้ที่จะเพิ่มเป้าหมายการออมให้มากขึ้น โดยตั้งใจออมวันละ 400 บาท และในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์จะใช้วิธีออมแบบทบยอด ทำให้บางวันมียอดออมสูงถึง 1,200 บาท

รายได้สำหรับเงินออมวันละ 400 บาท มาจากการค้าขายอาหารตามสั่ง ขณะเดียวกันยังแบ่งเงินให้ลูกไปโรงเรียนวันละ 20 บาท สำหรับใช้จ่ายเล็กน้อย โดยเงินออมส่วนหนึ่งได้นำไปฝากให้ลูกออมผ่านโรงเรียน ซึ่งเมื่อเห็นยอดเงินสะสมแล้วรู้สึกดีใจ และยอมรับว่าไม่คิดว่าจะเก็บได้มากขนาดนี้

อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวยอมรับว่าบางช่วงมีปัญหาเงินหมุนไม่ทัน เนื่องจากครอบครัวมีภาระค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะการทำประกันชีวิตให้กับทุกคนในครอบครัว ทั้งของตนเอง แฟน และน้อง ซึ่งเงินออมที่ได้คืนมาบางส่วนก็นำมาใช้จ่ายในครัวเรือน

นางปวีณา ยังเล่าว่า ลูกชายที่เลี้ยงดูอยู่นั้นไม่ใช่ลูกแท้ ๆ แต่เป็นลูกของน้องสาวแฟนที่ขอมาเลี้ยง เนื่องจากครอบครัวยังไม่พร้อม โดยยอมรับว่าเด็กค่อนข้างดื้อ จึงพยายามปลูกฝังเรื่องวินัย โดยเฉพาะการออมเงินตั้งแต่ยังเล็ก หลังเรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียและกลายเป็นกระแส คุณครูได้แจ้งว่ากลายเป็นข่าว ทำให้เจ้าตัวแอบกังวลว่าจะถูกมองว่าสร้างกระแสหรือไม่ แต่ยืนยันว่าการออมเงินดังกล่าวเป็นความตั้งใจจริง และเป็นการตั้งเป้าหมายว่าในแต่ละภาคเรียนจะสามารถเก็บออมได้มากน้อยเพียงใด

“ฝากถึงผู้ที่ได้รับรู้เรื่องราวว่า การออมเงินไม่จำเป็นต้องเริ่มจากจำนวนมาก เพียงวันละ 10–20 บาท ก็สามารถเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างวินัยทางการเงิน และต่อยอดเป็นเงินก้อนในอนาคตได้”

ครูกนกวรรณ ชาวประชา ครูประจำชั้นอนุบาล 2
ด้านครูกนกวรรณ ชาวประชา ครูประจำชั้นอนุบาล 2 กล่าวว่า ในปีการศึกษา 2568 นักเรียนชั้นอนุบาล 2 จำนวน 11 คน มียอดเงินออมรวมที่น่าประทับใจ โดยมีความแตกต่างกันตามศักยภาพของแต่ละครอบครัว ตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่นบาท ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่ “น้องเบส” หรือ ด.ช.ธนเดช ซึ่งมียอดออมสูงสุดถึง 72,000 บาท โดยออมเงินวันละ 400 บาทอย่างสม่ำเสมอ แม้ในวันหยุด ผู้ปกครองจะช่วยสมทบยอดให้ในวันถัดไป เช่น หากหยุดเรียน 1 วัน วันรุ่งขึ้นจะนำเงินมาออม 800 บาททุกวัน

“น้องเบสจะถือเงินมาสองมือ มือหนึ่งถือกระเป๋า อีกมือถือเงินมาส่งให้ครูทุกเช้า และแยกเงินออมออกจากเงินค่าขนมวันละ 20 บาทอย่างชัดเจน” ขณะที่นักเรียนคนอื่น ๆ ในชั้น มียอดออมลดหลั่นกันไป ตั้งแต่ประมาณ 7,000 บาท และส่วนใหญ่เฉลี่ยอยู่ที่ 3,000–4,000 บาท ซึ่งมาจากการออมวันละประมาณ 20 บาท

ส่วนที่มาของเงินออมจำนวนมากของน้องเบส ผู้ปกครองประกอบอาชีพขายอาหารตามสั่ง เป็นชาวบ้านทั่วไปที่มีแนวคิดด้านการเงินที่ชัดเจน โดยมองว่าการฝากเงินไว้กับโรงเรียนเปรียบเสมือนการ “ออมแบบตายตัว” ช่วยลดโอกาสการนำเงินออกมาใช้ และสามารถเก็บไว้เป็นทุนการศึกษาและค่าอุปกรณ์การเรียนในปีถัดไปได้โดยไม่กระทบค่าใช้จ่ายในครัวเรือน

ทั้งนี้ โรงเรียนได้วางระบบการบริหารจัดการอย่างโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ปกครอง โดยมีการรายงานยอดเงินออมทุกสัปดาห์ผ่านกลุ่มไลน์ พร้อมถ่ายภาพสมุดบัญชีประกอบ มีการสรุปยอดทุกสิ้นเดือนและสิ้นภาคเรียน และเมื่อสิ้นปีการศึกษา ผู้อำนวยการโรงเรียนจะทำหนังสือถึงธนาคาร เพื่อให้คณะกรรมการครูดำเนินการเบิกเงินสดมาคืนผู้ปกครองครบถ้วนทุกบาททุกสตางค์


ครูกนกวรรณ กล่าวทิ้งท้ายว่า โครงการนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงตัวเลขเงินออม แต่เป็นการสร้างวินัยทางการเงินให้กับเด็ก ๆ ตั้งแต่เล็ก “ไม่ว่าจะออมวันละ 5 บาท 10 บาท หรือหลักร้อย หากทำอย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถสร้างพื้นฐานที่มั่นคงให้กับอนาคตได้”

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับน้องเบส ซึ่งเจ้าตัวเผยด้วยรอยยิ้มว่า รู้สึกดีใจที่สามารถออมเงินได้มากขนาดนี้ และในอนาคตตั้งใจอยากเป็นตำรวจ