xs
xsm
sm
md
lg

หนุ่มโคราช สู้ภัยแล้ง-น้ำมันแพง ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ในกล่องโฟมขายที่บ้าน รายได้หลักหมื่นต่อเดือน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



นครราชสีมา-หนุ่มพิมายเมืองย่าโมพลิกพื้นที่หน้าบ้านแค่ 1 งานสร้างโรงเรือนปลูกผักไอโดรโปนิกส์ในกล่องโฟมขายให้คนรักสุขภาพ ขายกิโลฯละ 100 บาท มีรายได้เดือนเฉลี่ยแต่ละเดือนไม่ต่ำกว่า 15,000 บาท เผยภาะอากาศที่แห้งแล้งร้อนจัดและราคาน้ำมันแพงไม่ใช่อุปสรรค์


ชาวบ้านรายหนึ่ง ที่ บ้านเตย ตำบลกระเบื้องใหญ่ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ชื่อนายฐิติศักดิ์ สวัสดิ์อำนวยโชค อายุ 38 ปี หาวิธีสร้างรายได้เข้าครัวเรือนด้วยการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ในกล่องโฟม ที่บริเวณพื้นที่ว่างหน้าบ้าน ซึ่งได้ผลเป็นอย่างดี สร้างรายได้เสิรมเข้าครัวเรือนหลักหมื่นบาทต่อเดือน ทำต่อเนื่องมากกว่า 4 ปี กระแสตอบรับยังดี และยังเหมาะอย่างมากสำหรับการเพาะปลูกช่วงหน้าแล้งและในยุคที่น้ำมันแพงแบบนี้


นายฐิติศักดิ์ เล่าว่า ก่อนหน้านี้ ตนเคยทดลองปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ไว้กินเอง เพราะเป็นคนชอบทานสลัดผัก ซึ่งตอนนั้นมีอาจารย์มาฝึกสอนและตนค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมจากยูทูป ทดลองปลูกในกล่องโฟมทำเป็นระบบไฮโดรโปนิกส์ จนประสบผลสำเร็จ มีผักไฮโดรโปนิกส์สดๆ ไว้รับประทานเองที่บ้าน ไม่ต้องไปซื้อหาที่อื่นให้เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ถ้ามีเหลือก็แจกจ่ายให้เพื่อนบ้าน




จนกระทั่ง มีคนมาขอซื้อไปรับประทาน ตนเล็งเห็นเป็นช่องทางสร้างอาชีพหารายได้ จึงได้ลงทุนปลูกขายแบบจริงจัง ประกอบกับเริ่มมีความรู้และเทคนิคในการปลูกมากยิ่งขึ้น จึงได้ซื้ออุปกรณ์มาทดลองทำเป็นโรงเรือนปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ขนาดย่อม ใช้พื้นที่ว่างด้านหน้าบ้าน จำนวน 1 งาน ลงทุนสร้างโรงเรือนและซื้ออุปกรณ์สำหรับปลูกผักไฮโดรโปนิกส์มาครั้งแรก เพียง 5 หมื่นบาท จากนั้น ใช้ระยะเวลาปลูกเพียง 35-40 วัน ก็สามารถเก็บผลผลิตออกขายได้แล้ว ทำต่อเนื่องมาประมาณ 4 ปีแล้ว

ปัจจุบันผักที่ปลูกในระบบไฮโดรโปนิกส์ได้รับความนิยมอย่างมาก ในฐานะผักปลอดสารพิษ และผักเหล่านี้มีคุณค่าทางอาหารสูง เนื่องจากอุดมไปด้วยวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งผักของตนขายจะเป็นผักสลัด มีทั้งเรดโอ๊ก, กรีนโอ๊ค, เรดคอรัล, ฟินเล่ย์ และกรีนคอส ราคากิโลกรัมละ 100 บาทเท่านั้น


“แต่ละเดือนทำรายได้เฉลี่ย 15,000-20,000 บาทเลยทีเดียว ถือเป็นช่องทางอาชีพที่ดี ไม่ต้องเดินทางไปทำงานนอกบ้าน ช่วยประหยัดค่าเชื้อเพลิง แถมยังเป็นพืชใช้น้ำน้อยกว่าปลูกลงดิน จึงเหมาะสำหรับช่วงหน้าแล้งเป็นอย่างดี”นายฐิติศักดิ์กล่าว