ศูนย์ข่าวศรีราชา- สาว LGBTQ วัย 18 ปี บุกห้องพักทำร้าย-ฉกเงิน 9,000บาทนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเข้ามอบตัวตำรวจพัทยาแล้ว อ้างทะเลาะรุนแรงหลังผู้เสียหายจับได้ไม่ใช่หญิงแท้ ตำรวจชี้แม้คืนเงินแต่คดีสำเร็จแล้ว ต้องรับโทษฐานลักทรัพย์
จากกรณีที่มีนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น ถูกสาว LGBTQ ในเมืองพัทยา บุกทำร้าย-ฉกเงิน 9, 000 บาทเผ่นหนี หลังตกลงว่าจ้างให้ไปนวดผ่อนคลายภายในห้องพักโรงแรมแห่งหนึ่งในเขตเมืองพัทยา ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จนเกิดการทะเลาะวิวาท เหตุเกิดเมื่อเวลา 00.30 น.วันนี้ ( 14 มี.ค.)
พร้อมขอให้สื่อมวลชนช่วยติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมาย หลังได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น
ล่าสุดเมื่อเวลา 13.00 น. ที่ผ่านมา นายสุธี ทองดี อายุ 18 ปี นสาวLGBTQ ในคลิปภาพได้เข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา พร้อมนำเงินสดจำนวน 9,000 บาท ที่หยิบไปจากห้องพักของ Mr. ICHIKI YUTA มอบคืนให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยมี ร.ต.ท.ธรรพ์ณธร กตัญญู รองสารวัตร (สอบสวน) เป็นผู้รับเรื่อง เพื่อนำเงินส่งคืนให้ผู้เสียหาย
โดย นายสุธี ให้การว่าหลังเห็นภาพข่าวของตนเองถูกเผยแพร่ในสื่อต่างๆ จึงเกิดความไม่สบายใจและตัดสินใจเข้ามอบตัว พร้อมนำเงินมาคืนทั้งหมด โดยอ้างว่าสาเหตุของการมีปากเสียงกับนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น เป็นเพราะฝ่ายทราบว่าตนเองเป็นสาวประเภทสอง จึงแสดงอาการตกใจและไม่ยอมจ่ายค่าเสียเวลาที่ตกลงกันไว้จำนวน 1,000 บาท
จากนั้นจึงเกิดการโต้เถียงกันอย่างรุนแรง จนมีการทำลายทรัพย์สินภายในห้องพัก และตนเองได้หยิบแก้วน้ำและไดร์เป่าผมไปทิ้งลงในชักโครกด้วยความโมโห จนกลายเป็นเหตุทะเลาะวิวาท
ทั้งนี้ผู้ก่อเหตุยืนยันว่า เงินจำนวน 2,000 บาท ที่ผู้เสียหายระบุว่าหายไปก่อนหน้านั้นตนเองไม่ได้เป็นผู้หยิบไป แต่ยอมรับว่าในช่วงท้ายของเหตุการณ์หลังถีบประตูกระจกเข้าไปในห้องด้วยความโกรธ ตนเองได้หยิบเงินสดจำนวน 9,000 บาท ออกจากห้องก่อนจะหลบหนีออกจากโรงแรม
ด้าน Mr. ICHIKI YUTA อายุ 33 ปี นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น เมื่อทราบข่าวผู้ก่อเหตุได้เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงเดินทางมายัง สภ.เมืองพัทยา เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีและยืนยันว่าจะดำเนินคดีตามกฎหมายจนถึงที่สุด
ขณะที่ ร.ต.ท.ธรรพ์ณธร กตัญญู รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองพัทยา เผยว่า แม้ผู้ก่อเหตุจะนำเงินมาคืน แต่เนื่องจากผู้เสียหายได้แจ้งความดำเนินคดีไว้ก่อนหน้าแล้ว ประกอบกับพฤติการณ์เข้าข่าย “ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน” ซึ่งถือเป็นคดีอาญาแผ่นดิน ไม่สามารถยอมความกันได้
เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาดำเนินคดีในข้อหาลักทรัพย์ และเตรียมนำตัวส่งศาลเพื่อพิจารณาฝากขังต่อไป
และยังได้ตักเตือนผู้ก่อเหตุเกี่ยวกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้น พร้อมระบุว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของเมืองพัทยา พร้อมแนะนำว่าหากมีการติดต่อกับนักท่องเที่ยว ควรเปิดเผยข้อมูลที่เป็นจริงตั้งแต่ต้น เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่เหตุรุนแรงซ้ำอีกในอนาคต


