นครปฐม - ตำรวจนครชัยศรีรวบ “วิรชา” สาวใหญ่มืออาชีพตระเวนล้วงกระเป๋าตามวัด ก่อเหตุซ้ำซากแม้เคยถูกจับและประกันตัวออกมา แถมเคยถูกนิมนต์พระมาเทศน์สั่งสอนก็ยังไม่เข็ด ล่าสุดก่อเหตุในวัดดังฉกทรัพย์นักท่องเที่ยวทำบุญ
วันนี้( 13 มี.ค.) พล.ต.ต. พิทักษ์ อุปพงษ์ ผู้บังคับการ ตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจาก พ.ต.อ. เลอศักดิ์ ตุมรสุนทร ผู้กำกับการ สถานีตำรวจภูธรนครชัยศรี พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนและชุดปฏิบัติการ สามารถติดตามจับกุม น.ส.วิรชา ปิ่นฟ้า อายุ 47 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของ ศาลจังหวัดนครปฐม ที่ จ.251/2569 ลงวันที่ 11 มีนาคม 2569 ในข้อหา “ลักทรัพย์ในสถานที่บูชาสาธารณะ โดยทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ และใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกต่อการกระทำความผิดหรือหลบหนี”
ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 11.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุคนร้ายแฝงตัวเข้ามาทำบุญ ก่อนอาศัยจังหวะประชาชนกำลังไหว้พระก่อเหตุล้วงกระเป๋า ภายใน วัดศีรษะทอง อำเภอนครชัยศรี จังหวัด นครปฐม
จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด พบว่า ขณะที่ผู้เสียหายกำลังยืนไหว้พระราหูและปิดทองคำเปลว คนร้ายซึ่งเป็นหญิงสวมเสื้อสีขาว กางเกงสีดำ และสวมหน้ากากปิดบังใบหน้า ได้เดินเข้ามาประชิดตัว พร้อมใช้เสื้อปิดบังมือก่อนล้วงกระเป๋าผู้เสียหายอย่างรวดเร็ว
จากนั้นได้เดินหลบหนีออกจากบริเวณดังกล่าว ในช่วงเวลาเดียวกัน มีประชาชนที่เดินทางมาทำบุญถูกล้วงกระเป๋าถึง 2 ราย
เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงเร่งตรวจสอบเส้นทางหลบหนีจากกล้องวงจรปิด และติดตามเส้นทางรถจักรยานยนต์ของผู้ต้องหา จนทราบตัวผู้ก่อเหตุคือ น.ส.วิรชา จึงรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับ ก่อนติดตามจับกุมตัวได้ในเวลาต่อมา
จากการตรวจสอบประวัติพบว่า ผู้ต้องหารายนี้มีประวัติก่อเหตุลักทรัพย์มาแล้วอย่างโชกโชน รวม 10 คดี แบ่งเป็นพื้นที่ สภ.เมืองนครปฐม 5 คดี สภ.โพธิ์แก้ว 2 คดี และ สภ.นครชัยศรี 3 คดี โดยคดีล่าสุดในปี 2569 เป็นคดีลักทรัพย์ในพื้นที่ สภ.เมืองนครปฐม ซึ่งผู้ต้องหายังอยู่ระหว่างการประกันตัว
นอกจากนี้ ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนครปฐม เคยจับกุมตัวผู้ต้องหารายนี้ และนิมนต์พระสงฆ์มาเทศน์สั่งสอนเพื่อนำหลักธรรมมาชำระจิตใจ โดยผู้ต้องหาให้คำมั่นว่าจะไม่กลับมาก่อเหตุอีก แต่ท้ายที่สุดก็กลับมาก่อเหตุซ้ำอีกครั้ง
หลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัว น.ส.วิรชา ส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรนครชัยศรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


