สมุทรสงคราม – ภาคประมงไทยสะเทือนหนัก หลังราคาน้ำมันมีแนวโน้มพุ่งจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง เตรียมปรับขึ้น “น้ำมันเขียว” อีกลิตรละ 10 บาท ภายในสัปดาห์นี้ ขณะเดียวกันยังมีแนวโน้มลดโควตาการจัดสรรน้ำมันลงครึ่งหนึ่ง ทำให้ต้นทุนเรือประมงพุ่งสูง หวั่นเรือจอดกว่า 4–5 พันลำ กระทบปริมาณสัตว์น้ำและดันราคาอาหารทะเลแพงขึ้นทั่วประเทศ
นายมงคล สุขเจริญคณา ประธาน สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมประมงจังหวัดสมุทรสงคราม เปิดเผยว่า ชาวประมงทั่วประเทศกำลังเผชิญข่าวร้ายจากแนวโน้มการปรับขึ้นราคาน้ำมันเขียว ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่เรือประมงใช้ในการออกทะเล โดยคาดว่าจะปรับขึ้นอีกลิตรละ 10 บาทภายในสัปดาห์นี้ จากเดิมลิตรละ 25 บาท เป็น 35 บาท
นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มลดปริมาณการจัดสรรน้ำมันสำหรับภาคประมงลงครึ่งหนึ่ง จากเดิมที่เคยได้รับประมาณ 40–50 ล้านลิตรต่อเดือน เหลือเพียง 20–25 ล้านลิตรต่อเดือน แม้ล่าสุดจะมีการทบทวนชะลอการลดโควตาแล้วก็ตาม แต่การปรับขึ้นราคายังคงสร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการอย่างหนัก
นายมงคล กล่าวว่า เรือประมงพาณิชย์หนึ่งลำต้องใช้น้ำมันดีเซลเฉลี่ยประมาณ 700–1,000 ลิตรต่อวัน เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น จะทำให้ต้นทุนต่อเที่ยวเรือเพิ่มขึ้นอีกหลายหมื่นบาท ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่มชะลอการออกเรือ เพราะไม่สามารถแบกรับต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นได้
ปัจจุบันประเทศไทยมีเรือประมงพาณิชย์ที่ได้รับอนุญาตประมาณ 9,000 ลำ หากราคาน้ำมันปรับขึ้นตามที่คาดการณ์ อาจทำให้เรือประมงต้องหยุดทำการประมงไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 4,000–5,000 ลำ ซึ่งจะทำให้ปริมาณสัตว์น้ำที่ขึ้นฝั่งลดลง และส่งผลให้ราคาอาหารทะเลในตลาดปรับตัวสูงขึ้นอย่างแน่นอน
ขณะเดียวกันชาวประมงพื้นบ้านก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เนื่องจากสถานีบริการน้ำมันหลายแห่งงดจำหน่ายน้ำมันใส่ถังหรือแกลลอน ทำให้เรือประมงขนาดเล็กไม่สามารถซื้อน้ำมันไปเติมเรือได้ตามปกติ ส่งผลให้หลายพื้นที่ต้องลดจำนวนวันออกทะเล หรือหยุดทำการประมงชั่วคราว
ผลกระทบดังกล่าวยังอาจลุกลามไปถึงแพปลา ผู้รวบรวมสัตว์น้ำ ผู้ค้าปลีกอาหารทะเล โรงงานแปรรูปสัตว์น้ำ และภาคการขนส่ง ซึ่งสุดท้ายจะส่งผลต่อผู้บริโภคที่ต้องซื้ออาหารทะเลในราคาที่แพงขึ้น นอกจากนี้ยังอาจเปิดช่องให้เกิดการลักลอบนำเข้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศที่ไม่ได้มาตรฐานเข้ามาจำหน่ายในประเทศ
ทั้งนี้ นายมงคล เปิดเผยว่า สมาคมการประมงแห่งประเทศไทยเตรียมเข้าพบนาย พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อสะท้อนความเดือดร้อนของชาวประมงทั่วประเทศ ในวันที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 14.00 น. ที่ ทำเนียบรัฐบาล
โดยจะเสนอให้รัฐบาลพิจารณาตรึงราคาน้ำมันเขียวไว้ไม่เกินลิตรละ 30 บาท ซึ่งถือเป็นราคาที่พอรับได้ แต่ราคาที่จะทำให้ชาวประมงสามารถดำเนินกิจการได้จริงควรอยู่ที่ไม่เกินลิตรละ 25 บาท เพื่อไม่ให้ภาคการผลิตอาหารของประเทศได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งหารือกับหน่วยงานด้านพลังงาน เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือภาคประมงอย่างเร่งด่วนในช่วงที่ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น


