เพชรบุรี - รองผู้ว่าฯ เพชรบุรี เรียกประชุมเร่งแก้ปัญหาน้ำเสียจากฟาร์มสุกรลุ่มน้ำแม่กลอง หลังกระทบหนักต่อพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำปลายน้ำในอ่าวบางตะบูน เตรียมบูรณาการ 3 จังหวัด ราชบุรี–สมุทรสงคราม–เพชรบุรี พร้อมใช้เทคโนโลยีตรวจ DNA น้ำหาต้นตอผู้ปล่อยมลพิษ
บ่ายวันนี้(11 มี.ค.) นายภคพัส ส่งวัฒนายุทธ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำเสียจากมูลสุกรในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กลอง โดยมีคณะกรรมการเฉพาะกิจขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา หัวหน้าส่วนราชการ ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ที่ห้องประชุมต้นตาล ชั้น 1 ศาลากลางจังหวัดเพชรบุรี
สืบเนื่องจากปัญหาน้ำเสียจากฟาร์มสุกรในพื้นที่ตอนบนของจังหวัดราชบุรี ซึ่งไหลลงสู่ลำน้ำสาธารณะผ่านจังหวัดสมุทรสงคราม ก่อนจะไหลลงสู่อ่าวบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ปลายน้ำ ส่งผลให้เกิดมลพิษสะสมในแหล่งน้ำ สัตว์น้ำตายจำนวนมาก และสร้างผลกระทบต่ออาชีพของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่อย่างหนัก
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและกำหนดแนวทางให้ทั้ง 3 จังหวัด เร่งบูรณาการการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง
นายภคพัส เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บริเวณคลองห้วยโรง คลองยี่สาร และคลองบางตะบูน พบว่าปัญหาสำคัญเกิดจากโคลนเลนบริเวณหน้าประตูระบายน้ำ ซึ่งกลายเป็นแหล่งสะสมสารพิษ ส่งผลให้เกิดน้ำเน่าเสียในพื้นที่
จังหวัดจึงเสนอแนวทางเร่งดำเนินการดูดเลนในจุดเสี่ยงจำนวน 16 แห่ง ซึ่งอยู่ในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี 3 แห่ง เพื่อบรรเทาปัญหาในระยะเร่งด่วน พร้อมย้ำว่าจังหวัดเพชรบุรีไม่ได้นิ่งนอนใจต่อความเดือดร้อนของเกษตรกร และกำลังเร่งประสานความร่วมมือกับหน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งระดับกระทรวงและจังหวัดใกล้เคียง เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
สำหรับมาตรการในระยะยาว ที่ประชุมได้หารือเพื่อเตรียมนำไปปฏิบัติตามข้อสั่งการของผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้แก่ การเพิ่มจุดตรวจคุณภาพน้ำ และนำเทคโนโลยีตรวจ DNA ของน้ำ มาใช้เพื่อตรวจหาต้นตอการปล่อยมลพิษจากฟาร์มสุกร พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน
นอกจากนี้ ยังเตรียมบูรณาการความร่วมมือระหว่าง 3 จังหวัด ได้แก่ ราชบุรี สมุทรสงคราม และเพชรบุรี โดยให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาในพื้นที่รอยต่อ พร้อมให้ท้องถิ่นในพื้นที่เสี่ยงออกข้อบัญญัติควบคุมกิจการที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างเข้มงวด
พร้อมกันนี้ ยังมีแผนเร่งกำจัดวัชพืชที่กีดขวางทางน้ำ และประสานโครงการชลประทานเพื่อบริหารจัดการน้ำในการผลักดันน้ำเสีย รวมถึงการจัดหาพื้นที่รองรับและบำบัดโคลนเลนที่ดูดลอกขึ้นมา เพื่อฟื้นฟูคุณภาพน้ำและรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในระยะยาว


