ตาก - “ทรู” แกะรอยสัญญาณเน็ตผิดปกติ ก่อนชี้เป้า ชงศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) - กสทช.บุกทลายจุดลักลอบส่งสัญญาณเน็ตชายแดนแม่สอด ตัดวงจรแก๊งคอลเซ็นเตอร์..พบใช้บริษัทในท่าข้ามริมน้ำเมยบังหน้า-ดัดแปลงอาคารเป็น Relay Node ส่งเน็ตข้ามพรมแดนเข้าเมียนมา
วันนี้ (5 มี.ค. 69) พ.ต.ท.ตฤณ ลีลานุช สารวัตรกลุ่มงานสนับสนุนคดีเทคโนโลยี กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.), นายสุธีระ พึ่งธรรม ผู้อำนวยการสำนักกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม สำนักงาน กสทช. และนายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ เจ้าหน้าที่ กสทช. รวมทั้งเจ้าหน้าที่ด้านเทคนิคของทรู นำหมายศาลเข้าตรวจสอบพื้นที่บริษัทต้องสงสัยในท่าขนส่งสินค้าชายแดน ต.แม่ตาว อ.แม่สอด จ.ตาก
ระหว่างเข้าไปพื้นที่ท่าข้าม เจ้าหน้าที่ได้อ่านหมายศาลให้ผู้ที่อ้างว่าเป็นตัวแทนท่าขนส่งสินค้าทราบถึงเหตุผลในการเข้าตรวจสอบ ก่อนที่จะกระจายกำลังไปตรวจสอบในสำนักงาน และรอบๆ สำนักงาน รวมทั้งบริเวณท่าขนส่งสินค้า โดยเน้นหาสายส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ต
และเมื่อตรวจค้นสำนักงานภายในท่าขนส่งสินค้าก็พบห้องติดเครื่องปรับอากาศเป็นห้องควบคุมระบบการส่งอินเทอร์เน็ต มี 6 ช่อง และกำลังทำงาน-ส่งสัญญาณอยู่ ต่อมาเจ้าหน้าที่พยายามตรวจสอบท่อส่ง และสายเคเบิลต่างๆ รอบสำนักงาน รวมทั้งบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเมย
กระทั่งพบโป๊ะสำหรับการขนส่งสินค้าเชื่อมไปมาระหว่างฝั่งไทยกับฝั่งเมียนมา บางจุดต้องขุดเอาท่อออกมาแกะดูสายเคเบิลส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตเพื่อค้นหาเส้นทางการส่งสายไปฝั่งเมียนมาตามข้อสงสัยของบริษัท ซึ่งต้องใช้เวลานานมากเพราะพื้นที่กว้างมาก
เจ้าหน้าที่บริษัททรูแจ้งว่า ทางบริษัททรูฯได้ตรวจพบความผิดปกติของการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านระบบเทคโนโลยีเฝ้าระวังและวิเคราะห์ข้อมูลการใช้งานเครือข่ายของบริษัท ซึ่งพบรูปแบบการใช้บริการที่มีลักษณะต้องสงสัย จึงได้รวบรวมข้อมูลและประสานศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) โดยกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และ สำนักงาน กสทช.นำไปสู่การตรวจสอบพื้นที่และปฏิบัติการเข้าตรวจค้นบริษัทต้องสงสัยในตำบลแม่ตาว อ.แม่สอด ชายแดนไทย-เมียนมา พร้อมตัดวงจรจุดลักลอบส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตข้ามพรมแดน ซึ่งต้องสงสัยว่าเชื่อมโยงกับเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงคนไทย
ทรูแจ้งว่าการตรวจสอบเริ่มต้นจากระบบเฝ้าระวังเครือข่ายของทรูที่ตรวจพบพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตผิดปกติอย่างมีนัยสำคัญจากผู้ใช้บริการ 2 รายที่จดทะเบียนในรูปแบบบริษัทตั้งอยู่สถานที่เดียวกัน โดยมีการขอเปิดวงจรอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง
ระยะแรกมีอัตราการใช้งานอินเทอร์เน็ตอยู่ในระดับปกติ อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลการใช้งานเครือข่ายระหว่างวันที่ 22-25 กุมภาพันธ์ 2569 ทรูตรวจพบว่าปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ตพุ่งสูงต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง แทบไม่มีช่วงหยุดใช้งาน ซึ่งไม่สอดคล้องกับรูปแบบการใช้งานของสำนักงานทั่วไป อีกทั้งสถานที่ติดตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำเมย ซึ่งฝั่งตรงข้ามเป็นพื้นที่ในประเทศเมียนมา จึงนำไปสู่การตรวจสอบเชิงลึกร่วมกับศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) โดยกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และสำนักงาน กสทช.
นอกจากนี้ ทรูพบหลักฐานชัดเจนยิ่งขึ้นว่าอาคารดังกล่าวไม่มีผู้พักอาศัยประจำ โดยมีพนักงานมาประจำประมาณ 2-3 คนเท่านั้น จึงยิ่งเพิ่มข้อสงสัยว่าอาจมีการใช้สถานที่ดังกล่าวเป็นจุดส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตข้ามพรมแดน อีกทั้งพบตู้ดัดแปลงอุปกรณ์เครือข่ายขนาดใหญ่ พร้อมการติดตั้งอุปกรณ์ Network Management และ Gateway เพิ่มเติมที่ไม่ได้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานของผู้ให้บริการ ลักษณะการติดตั้งดังกล่าวบ่งชี้ว่าอาคารแห่งนี้ถูกดัดแปลงให้ทำหน้าที่เป็นจุดรับ และส่งต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ต (Relay Node) รับสัญญาณจากฝั่งไทยแล้วส่งต่อข้ามแม่น้ำเมยไปยังฝั่งเมียนมา
นายสุธีระกล่าวว่า ได้รับข้อมูลจากบริษัททรูแจ้งว่ามีการใช้บริการอินเทอร์เน็ตหลายวงจรในพื้นที่นี้ ซึ่งเป็นพื้นที่ติดชายแดน และไม่มีคนใช้บริการมากในฝั่งไทย จึงเข้าไปตรวจสอบร่วมกัน พบการทำระบบอินเทอร์เน็ต วางสายในตัวอาคารบ้าน โดยไม่ทราบว่าปลายทางไปที่ไหน
แต่เมื่อใช้เครื่องมือตรวจสอบทราบว่ามีการใช้วงจร 2 วงจร ส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตไกลราว 1-1.6 กิโลเมตร คงจะหาข้อพิสูจน์ทราบได้ว่าปลายทางส่งไปที่ไหน หากพบว่ามีการใช้ในฝั่งประเทศเพื่อนบ้านจะต้องถูกดำเนินคดี ซึ่งมีโทษตามกฎหมาย กสทช. อย่างไรก็ตาม แม้ว่า จะมีทิศทางการใช้ใน หรือต่างประเทศ ดูจากการกระทำก็มีความผิดอยู่แล้ว
ด้าน พ.ต.ท.ตฤณกล่าวว่า เคยมีประวัติการจับกุมคนร้ายในรูปแบบเดียวกันที่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เมื่อปี 67 โดยมีการฝังดินแบบนี้ลากสายยาว ซึ่งเจ้าหน้าที่เคยขุดดินค้นหาสายส่งเส้นทางมากถึง 7 กิโลเมตร ส่วนที่ตรวจสอบครั้งนี้มีความซับซ้อนขึ้น แต่ดูจากการสร้างอาคารแล้วคงนำมาใช้ในรูปแบบเดียวกัน และถ้าหากไม่พบเส้นทางสายส่งแล้วก็มีข้อหาที่เกี่ยวข้อง แต่ต้องมีองค์ประกอบในการดำเนินคดีให้มากที่สุด เพื่อจะได้รับโทษที่หนัก
นายจักรกฤษณ์กล่าวด้วยว่า ก่อนที่จะขอเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ ได้ให้พนักงานตรวจสอบการใช้อินเทอร์เน็ต พบว่ามีการใช้อินเทอร์เน็ตมากจนผิดปกติ ไม่สอดคล้องกับสถานที่ตั้ง และบางครั้งใช้งาน 24 ชั่วโมง จึงให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ


