สมุทรสงคราม – สถานการณ์ลิ้นจี่เมืองแม่กลอง ส่งสัญญาณไม่สดใส หลังเผชิญอากาศหนาวยาวนานตั้งแต่ต้นปี ทำให้ผลผลิตลดลงจากปีก่อนอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่เกษตรกรยืนยันยังมีผลผลิตทยอยออก 3 รุ่น ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมถึงต้นพฤษภาคม แต่ปริมาณอาจไม่มากพอจัดเทศกาลใหญ่เหมือนบางปี
นายชัยยันต์ เจียมศิริ ประธานเครือข่ายเกษตรกรไม้ผลจังหวัดสมุทรสงคราม เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่สำรวจสวนลิ้นจี่ เมื่อช่วงสายวันที่ 4 มีนาคม 2569 บริเวณถนนสายแควอ้อม–วัดอินทาราม หรือถนนผลไม้ ตำบลเหมืองใหม่ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ว่า ปีนี้ลิ้นจี่ให้ผลผลิตลดลงจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพอากาศช่วงต้นปีมีความหนาวเย็นยาวนานเกินไป ส่งผลต่อการติดดอกและการออกผลอย่างชัดเจน
ทั้งนี้ ผลผลิตที่มีอยู่สามารถแบ่งออกเป็น 3 รุ่น ได้แก่ รุ่นแรก ขณะนี้ผลเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง คาดว่าจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม และทันช่วงเทศกาลเช็งเม้งต้นเดือนเมษายนแน่นอน รุ่นที่ 2 ขนาดผลประมาณนิ้วก้อย คาดว่าจะเก็บได้ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ส่วนรุ่นที่ 3 ขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว จะเก็บเกี่ยวได้ช่วงปลายเดือนเมษายนถึงต้นพฤษภาคม
“แม้ยังประเมินปริมาณแน่ชัดไม่ได้ แต่ยืนยันว่าผู้บริโภคจะได้ชิมลิ้นจี่สมุทรสงครามตั้งแต่ปลายมีนาคมถึงต้นพฤษภาคมแน่นอน เพียงแต่อาจไม่มากพอจัดงานใหญ่เหมือนบางปี” นายชัยยันต์กล่าว
ประธานเครือข่ายฯ ยังเชิญชวนผู้ที่ชื่นชอบลิ้นจี่เมืองแม่กลอง วางแผนเดินทางท่องเที่ยวชมสวนในพื้นที่อำเภออัมพวาและอำเภอบางคนที ซึ่งปัจจุบันเกือบทุกสวนสามารถขับรถยนต์เข้าถึงได้สะดวก นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสบรรยากาศสวนผลไม้ พร้อมชิมลิ้นจี่สดจากต้น โดยราคาจำหน่ายขึ้นอยู่กับการกำหนดของแต่ละสวน
สำหรับจังหวัด สมุทรสงคราม ในอดีตเคยมีพื้นที่ปลูกลิ้นจี่มากกว่าหมื่นไร่ และมีสายพันธุ์อย่างน้อย 10 สายพันธุ์ อาทิ พันธุ์ค่อม จีนแดง กะโหลก สำเภาแก้ว แดงพะยอม ไทยใหญ่ ไทยเล็ก ช่อระกำ สาแหรกทอง และกอบแก้ว โดยเกษตรกรสามารถสังเกตความแตกต่างจากลักษณะใบ เช่น กลุ่มพันธุ์ค่อม สำเภาแก้ว ไทยใหญ่ ไทยเล็ก และกอบแก้ว ใบจะเรียวเล็กคล้ายกัน ขณะที่จีนแดง กะโหลก แดงพะยอม ช่อระกำ และสาแหรกทอง ใบจะใหญ่กว่าเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันหลายสายพันธุ์เริ่มหายากหรือแทบไม่พบแล้ว เนื่องจากรสชาติไม่เป็นที่นิยมในตลาด โดยพันธุ์ค่อมยังคงเป็นที่ต้องการและได้รับการอนุรักษ์มากที่สุด
นายชัยยันต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความผันผวนของสภาพอากาศที่ยากต่อการคาดการณ์ ทำให้บางปีลิ้นจี่ให้ผลผลิตน้อยหรือไม่ให้ผลเลย ส่งผลให้เกษตรกรบางส่วนตัดสินใจโค่นต้นลิ้นจี่ แล้วหันไปปลูกพืชอื่น เช่น ส้มโอขาวใหญ่ และมะพร้าวน้ำหอมแทน ทำให้พื้นที่ปลูกลิ้นจี่ลดลงต่อเนื่อง จากเดิมกว่าหมื่นไร่ เหลือเพียงกว่า 5,000 ไร่ในปัจจุบัน
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนความท้าทายของผลไม้ขึ้นชื่อเมืองแม่กลอง ที่กำลังเผชิญแรงกดดันทั้งจากสภาพอากาศที่แปรปรวน และกลไกตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.


