ราชบุรี -ผู้บริหาร เทศบาลเมืองราชบุรี ชี้ผลกระทบรถติด-ค้าขายซบจากงานก่อสร้าง 6–7 เดือน เป็นโครงการ กรมโยธาธิการและผังเมือง เร่งผู้รับจ้างเสร็จ 15 มี.ค. หวังแก้น้ำท่วมเมืองยาว 20 ปี
วันนี้( 2 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์เกี่ยวกับโครงการขุดวางท่อระบายน้ำรอบเมืองในพื้นที่ จังหวัดราชบุรี ซึ่งส่งผลให้การจราจรติดขัดและกระทบการค้าขายของประชาชนต่อเนื่องหลายเดือน ล่าสุดผู้บริหารเทศบาลเมืองราชบุรีลงพื้นที่ชี้แจงข้อเท็จจริง ยืนยันเป็นโครงการของกรมโยธาธิการและผังเมือง ไม่ใช่งบประมาณดำเนินการของเทศบาลโดยตรง
ด้าน ศักดิ์ชัย พิศาลผล นายกเทศมนตรีเมืองราชบุรี พร้อมคณะ ลงพื้นที่บริเวณถนนอุดมศิริ เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการวางท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ หลังประชาชนร้องเรียนผลกระทบจากการก่อสร้างที่ยืดเยื้อนานกว่า 6–7 เดือน ทั้งปัญหารถติด ช่องทางสัญจรคับแคบ และรายได้ร้านค้าลดลงอย่างเห็นได้ชัด
นายกเทศมนตรี เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนป้องกันน้ำท่วมเมือง อยู่ในความรับผิดชอบของกรมโยธาธิการและผังเมือง โดยผู้ว่าราชการจังหวัดได้กำชับให้เร่งรัดผู้รับจ้างให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 มีนาคมนี้ พร้อมย้ำว่าเทศบาลมีหน้าที่ประสานงาน อำนวยความสะดวก และรับฟังข้อร้องเรียนจากประชาชน
สาเหตุสำคัญของโครงการเกิดจากการขยายตัวของชุมชนเมือง โดยเฉพาะบริเวณหลัง ตลาดศรีเมือง ทำให้พื้นที่รับน้ำธรรมชาติลดลง เมื่อเกิดฝนตกหนักจึงเกิดน้ำเอ่อท่วมบริเวณรอบศาลากลางจังหวัดและย่านเศรษฐกิจ ก่อนระบายลงสู่ แม่น้ำแม่กลอง ได้ล่าช้า
โครงการจึงวางท่อระบายน้ำขนาดใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลาง 2.40 เมตร บนถนนอุดมศิริและถนนท้าวอู่ทอง ควบคู่ปรับปรุงคลองฝรั่ง เพื่อนำน้ำลงสู่แม่น้ำแม่กลองบริเวณ สะพานธนรัชต์ โดยระบบท่อนี้จะเป็นเมนหลักรวบรวมน้ำจากหลายสาย ครอบคลุมพื้นที่กว่าครึ่งเมือง
ส่วนกรณีข่าวรถยนต์ตกถนนช่วงก่อสร้างซึ่งถูกโยงว่าเกี่ยวข้องกับงานวางท่อ นายกเทศมนตรีระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจวัดแอลกอฮอล์ผู้ขับขี่พบค่าสูงกว่า 100 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ พร้อมย้ำว่าการจัดการจราจรเป็นหน้าที่ตำรวจ ขณะที่เทศบาลทำหน้าที่ประสานงานและติดตั้งสัญญาณเตือนตามจุดเสี่ยง
ทั้งนี้ เทศบาลยอมรับว่าประชาชนต้องเผชิญความไม่สะดวกในระยะสั้น แต่โครงการดังกล่าวเป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เกินขีดความสามารถด้านงบประมาณของเทศบาล หากแล้วเสร็จตามกำหนดจะช่วยลดปัญหาน้ำท่วมในเขตเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่น้อยกว่า 20 ปี
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่สังคมยังจับตา คือโครงการจะแล้วเสร็จทันเส้นตายหรือไม่ มาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเพียงพอแค่ไหน และระบบระบายน้ำใหม่จะรองรับการขยายตัวของเมืองในอนาคตได้จริงเพียงใด ซึ่งคำตอบสุดท้ายคงพิสูจน์ได้เมื่อโครงการเสร็จสมบูรณ์และฤดูฝนมาถึงอีกครั้ง.


