xs
xsm
sm
md
lg

สนามบินเชียงใหม่ครบรอบ 38 ปี เผยผลดำเนินงานปี 68 ผู้โดยสารทะลุ 9.5 ล้านคน เดินหน้าแผนพัฒนารองรับขยายตัว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เชียงใหม่ - ท่าอากาศยานเชียงใหม่จัดทำบุญครบรอบ 38 ปี เผยผลดำเนินงานปี 68 มีจำนวนผู้โดยสารทั้งสิ้นกว่า 9.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 และเที่ยวบินจำนวนกว่า 6.4 หมื่นเที่ยวบิน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 สะท้อนภาพการฟื้นตัวของภาคการบินและการท่องเที่ยว ส่วนแผนพัฒนาขยายศักยภาพ ระยะที่ 1 เพื่อขยายขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารจาก 8.5 ล้านคน/ปี เป็น 16.5 ล้านคน/ปี อยู่ระหว่างการทบทวนแบบและจัดทำรายงานการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม เบื้องต้นเร่งลุยแผนปรับปรุงเพื่อบรรเทาความแออัด และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการผู้โดยสาร


วันนี้ (2 มี.ค. 69) นายการันต์ ธนกุลจีรพัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทชม.ทอท.) เป็นประธานนำเจ้าหน้าที่พร้อมผู้เกี่ยวข้องร่วมพิธีทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคลเนื่องในโอกาสครบรอบ 38 ปี การดำเนินงานของท่าอากาศเชียงใหม่ ซึ่งเป็นท่าอากาศยาน 1 ใน 6 แห่งภายใต้การกำกับดูแลของ ทอท. ได้รับโอนกิจการจากกรมการบินพาณิชย์มาอยู่ในความดูแลของการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2531 และแปรสภาพเป็น บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2545

ทั้งนี้ นายการันต์กล่าวว่า ท่าอากาศยานเชียงใหม่มีบทบาทสำคัญในฐานะประตูสู่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือ มีศักยภาพรองรับผู้โดยสารได้ 8 ล้านคนต่อปี โดยในปี 2562 เคยให้บริการผู้โดยสารสูงกว่า 11 ล้านคน โดยปัจจุบันท่าอากาศยานเชียงใหม่ให้บริการรวม 28 สายการบิน 33 เส้นทางบิน ครอบคลุมเมืองสำคัญในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะตลาดจีนและเกาหลีใต้ ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันมากกว่าร้อยละ 50 ของผู้โดยสารระหว่างประเทศทั้งหมด

สำหรับในปี 2568 มีปริมาณเที่ยวบินและผู้โดยสารเติบโตอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปี 2567 โดยมีเที่ยวบินจำนวน 64,123 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 มีผู้โดยสารกว่า 9.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 และมีปริมาณการขนส่งสินค้า 5,414 ตัน ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า ทั้งนี้การขนส่งสินค้าภายในประเทศลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 40 สะท้อนถึงการฟื้นตัวของภาคการบิน และส่งผลเชื่อมโยงโดยตรงต่อภาคการท่องเที่ยว ธุรกิจบริการ การจ้างงาน และห่วงโซ่อุปทานทั้งในระดับพื้นที่ และระดับประเทศ


นอกจากนี้ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ยังประสบความสำเร็จในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยการบินในระดับสากล โดยได้รับการตรวจสอบภายใต้โครงการตรวจสอบการรักษาความปลอดภัยการบินสากลแบบติดตามต่อเนื่อง (Universal Security Audit Programme - Continuous Monitoring Approach : USAP-CMA) ขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ซึ่งผลการตรวจสอบเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด แสดงถึงพัฒนาการด้านการกำกับดูแลความปลอดภัยการบินของประเทศไทยที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน

ขณะเดียวกัน ท่าอากาศยานเชียงใหม่ได้มีการพัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและการให้บริการอย่างต่อเนื่อง อาทิ การปรับปรุงระบบฝ้าเพดานอาคารผู้โดยสาร การติดตั้งฉากกั้นบริเวณเฉลียงทางเดิน (Corridor) เพื่อกำหนดทิศทางการสัญจรของผู้โดยสาร ลดการปะปนระหว่างผู้โดยสารขาเข้าและขาออก รวมถึงการนำระบบอัตโนมัติมาให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ

ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2569 มีโครงการก่อสร้างเพื่อบรรเทาความแออัด เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ และเตรียมความพร้อมรองรับโครงการพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่ 1 ได้แก่ โครงการก่อสร้างอาคารสถานีดับเพลิงและกู้ภัยหลังใหม่ อาคารคลังสินค้า อาคาร Control Post 2 และลานจอดอุปกรณ์สนับสนุนภาคพื้นดิน (Ground Support Equipment : GSE) ซึ่งอยู่ระหว่างการเตรียมพื้นที่ก่อสร้าง คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายใน มีนาคม 2571

พร้อมกันนี้ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ยังมีโครงการรื้อถอนและติดตั้งสะพานเทียบเครื่องบินใหม่ (Passenger Boarding Bridge : PBB) จำนวน 6 ชุด ระหว่างเดือนมีนาคม-กันยายน 2569 เพื่อทดแทนอุปกรณ์เดิมและเพิ่มความพร้อมในการรองรับเที่ยวบินและผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น โดยจะประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสายการบินอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้โดยสารน้อยที่สุด ซึ่งท่าอากาศยานเชียงใหม่ขออภัยในความไม่สะดวกที่อาจเกิดขึ้นในช่วงดำเนินการ


สำหรับโครงการพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่ 1 ซึ่งมีเป้าหมายขยายขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารจาก 8 ล้านคนต่อปี เป็น 16.5 ล้านคนต่อปี ปัจจุบันอยู่ระหว่างการทบทวนแบบและจัดทำรายงานการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยให้ความสำคัญกับการออกแบบที่สะท้อนอัตลักษณ์ล้านนา การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ การยกระดับคุณภาพการให้บริการ และการเชื่อมโยงระบบขนส่งมวลชนโดยรอบ

ทั้งนี้ หากกระบวนการทั้งหมดแล้วเสร็จจะต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติงบประมาณก่อสร้าง และคาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการ 6-7 ปี อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่ยังไม่ได้เริ่มโครงการตามแผนพัฒนาจะมีการปรับปรุงกายภาพภายในอาคารผู้โดยสารเดิมเพื่อบรรเทาความแออัด และให้ผู้โดยสารผู้ใช้บริการได้รับความสะดวกมากที่สุดภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่