ตราด -ศรชล.ภาค 1 ร่วมหลายหน่วยงานในพื้นที่ ปูพรมตรวจท่าเรือชายแดนตราด เปิดมาตรการเชิงรุก"ตัดวงจรนายทุน" ลอบส่งสินค้าอุปโภค-บริโภคไปเขมรหลังจับได้หลายครั้ง ส่งสัญญาณเอาผิดจริงภายใต้กฏอัยการศึก
จากกรณีที่มีคนไทยบางกลุ่มลักลอบนำสินค้าอุปโภค-บริโภคส่งขายให้กับกัมพูชา โดยเฉพาะการตรวจพบว่ากัมพูชามีการนำเข้าสินค้าจากผู้ประกอบการบริเวณชายแดน อ.คลองใหญ่ จ.ตราด จนถูกเจ้าหน้าที่ทหารเรือ และเจ้าหน้าที่ ศรชล.ตราด จับกุมได้หลายครั้ง ไม่นับรวมกรณีที่ กองป้องกันเกาะกงนอก กัมพูชา ซึ่งจับกุมเรือขนส่งสินค้าของไทยได้และนำสินค้าไปเผาทำลาย ระหว่างวันที่ 13-16 ก.พ. ที่ผ่านมานั้น
วันนี้ ( 26 ก.พ.) พล.ร.ท.เฉลิมชัย สวนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 1 และผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ได้นำคณะหัวหน้าส่วนราชการและชุดปฏิบัติการควบคุมทหารพรานนาวิกโยธินที่ 3 ลุยตรวจสอบ ท่าเทียบเรือเอกชนกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ยุทธศาสตร์ "ตัดวงจรนายทุน" เน้นย้ำการบังคับใช้กฎหมายเด็ดขาดภายใต้อำนาจกฎอัยการศึก มุ่งเน้นการปิดช่องว่างที่กลุ่มขบวนการดังกล่าวใช้หลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่และสกัดกั้นสิ่งผิดกฎหมาย
ทั้งนี้ จากสถิติการตรวจพบและจับกุมเรือลักลอบขนถ่ายสินค้าผิดกฎหมายในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาในห้วงเดือน
ม.ค.2569ที่ผ่านมา พบพฤติการณ์การอำพรางตัวตนของนายจ้างและเจ้าของเรือที่แท้จริง
พลเรือโท เฉลิมชัย สวนแก้ว จึงสั่งการให้ 7 หน่วยงานหลักยกระดับการตรวจสอบเชิงลึก ดังนี้ 1. สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาตราด: ตรวจสอบความถูกต้องของทะเบียนเรือและผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงเพื่อป้องกันการใช้เรือผิดประเภทหรือเรือไร้สัญชาติในการกระทำผิด
2. ด่านศุลกากรคลองใหญ่: เพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบสถานประกอบการท่าเทียบเรือที่มีกิจกรรมขนถ่ายสินค้าข้ามพรมแดน
เพื่อสกัดกั้นการหลบเลี่ยงภาษีและสินค้าต้องห้าม
3. สำนักงานประมงจังหวัดตราด และ ด่านตรวจประมงตราด: ควบคุมการขนถ่ายและเคลื่อนย้ายสัตว์น้ำข้ามเขตแดนให้เป็นไปตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
4. สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดตราด และ สำนักงานจัดหางานจังหวัดตราด: คัดกรองแรงงานภาคทะเลและกิจการต่อเนื่องอย่างละเอียด เพื่อจำแนกกลุ่มเสี่ยงที่อาจถูกบังคับใช้แรงงานหรือตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะกรณีที่ไม่สามารถระบุตัวตนนายจ้างที่ชัดเจนได้
5. สถานีตำรวจน้ำ 6 กองกำกับการ 5: บูรณาการฐานข้อมูลอาชญากรรมทางน้ำ เพื่อสืบสวนขยายผลจากผู้ปฏิบัติงานไปสู่กลุ่มนายทุนเบื้องหลัง
และยังได้มอบแนวทางให้นำกลไกตามกฎอัยการศึกมาใช้เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการเข้าตรวจค้นและสกัดกั้นสิ่งผิดกฎหมายตลอด 24 ชั่วโมง โดยมุ่งเน้นการปิดช่องว่างที่กลุ่มขบวนการใช้หลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ในห้วงที่ผ่านมา
ปฏิบัติการเชิงรุกในครั้งนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนไปยังกลุ่มทุนว่า หน่วยงานความมั่นคง จะใช้มาตรการทางกฎหมายขั้นสูงสุดจัดการกับขบวนการที่สร้างผลกระทบต่อผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย รวมทั้งการสร้างธรรมาภิบาลของธุรกิจท่าเรือชายแดนให้โปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกมิติ
โดยได้เข้าตรวจสอบท่าเทียบเรือเอกชน 4 แห่งประกอบด้วย ท่าเรือ ส.กฤตวัณ ,ท่าเรือ ป.เกษมศิริ ,ท่าเรือกัลปังหา และท่าเรือชลาลัย เพื่อแสวงหาความร่วมมือในผู้ประกอบการท่าเรือต่างๆในพื้นที่ ควบคุมการลักลอบส่งสินค้าไปยังประเทศกัมพูชา


