xs
xsm
sm
md
lg

กรมหม่อนไหมยก “แพรวาโสภารักษ์” ต้นแบบท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหม สร้างรายได้ต่อปีกว่า 22 ล้านบาท

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กาฬสินธุ์ - กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยก “กลุ่มแพรวาโสภารักษ์” แห่งเทือกเขาภูพาน จ.กาฬสินธุ์ เป็นต้นแบบท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหม ด้านรองอธิบดีชนชนกฯ เผยนอกจากเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ครบวงจรการพัฒนาหม่อนไหมไปสู่กระบวนการทอผ้าไหมวิจิตรแพรวาราชินีแห่งไหม หนึ่งเดียวในโลก
ยังสร้างรายได้ถึงปีละ 22 ล้านบาท



วันนี้ (24 ก.พ.) ที่กลุ่มหม่อนไหม “แพรวาโสภารักษ์” ต.โนนศิลา อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ นางสาวชนชนก จันทร์เพ็ง รองอธิบดีกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหม ให้กับนายวิทวัส โสภารักษ์ ประธานกลุ่มแพรวาโสภารักษ์ มีนางพรพิณี บุญบันดาล ผอ.สำนักอนุรักษ์และตรวจสอบมาตรฐานหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้แทนจากกรมหม่อนไหม หัวหน้าส่วนราชการและผู้นำท้องถิ่นร่วมเป็นสักขีพยาน

ก่อนพิธีเปิดผู้ร่วมงานได้ร่วมกันยืนสงบนิ่ง แสดงความอาลัยถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากนั้นมีการแสดงดนตรีพื้นบ้าน โดยแม่นกน้อย อุไรพร หมอลำมรดกอีสาน ได้ขับกล่อมบทกลอนลำในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้

นางพรพิณี บุญบันดาล ผอ.สำนักอนุรักษ์และตรวจสอบมาตรฐานหม่อนไหม กล่าวว่า กรมหม่อนไหม โดยสำนักงานอนุรักษ์และตรวจสอบมาตรฐานหม่อนไหม ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหม เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการให้อาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สาวไหม และการทอผ้าไหม ที่เป็นวัฒนธรรมเก่าแก่และดีงามให้อยู่คู่กับสังคมไทย

ด้วยการส่งเสริมการท่องเที่ยวควบคู่ไปกับการเผยแพร่ภูมิปัญญาและองค์ความรู้ด้านหม่อนไหม การอนุรักษ์และการส่งเสริมการใช้ผ้าไหมไทย สร้างความตระหนักรู้ถึงคุณค่าอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม รวมทั้งการส่งเสริมและสร้างรายได้เพิ่มมูลค่าให้แก่กลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบการด้านหม่อนไหมตามนโยบายด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม

“สำหรับการพัฒนาด้านการเลี้ยงหม่อน ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ดำเนินการสำรวจพื้นที่และชุมชนที่มีศักยภาพและพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหม ปี 2567 ถึงปี 2568 ดำเนินการไปแล้ว 12 แห่ง โดยปี 2568 มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชม 73,879 ราย มูลค่าจำหน่ายสินค้ามากถึง 37,413,424 บาท และปี 2569 ดำเนินการเพิ่มอีกสามแห่งในพื้นที่จังหวัดสกลนคร บุรีรัมย์ และสงขลา รวมเป็น 15 แห่ง โดยปี 2568 และปี 2569 กรมหม่อนใหม่จัดสรรงบประมาณให้ศูนย์หม่อนใหม่เฉลิมพระเกียรติขอนแก่น ดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ “แพรวาโสภารักษ์“ ตำบลโนนศิลา อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นแหล่งเรียนรู้และเผยแพร่ภูมิปัญญาด้านหม่อนไหม ผ่านกิจกรรมฐานเรียนรู้การปลูกหม่อนการเลี้ยงไหม การสาวไหม การฟอกย้อมสีเส้นไหม และการทอผ้าไหม ที่สามารถสร้างรายได้ให้กลุ่มเกษตรกรและผู้คนในชุมชนที่เป็นสมาชิกเครือข่าย”




ด้าน น.ส.ชนชนก จันทร์เพ็ง รองอธิบดีกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่การพัฒนาการเลี้ยงไหมทำให้เกษตรกรมีอาชีพที่เข้มแข็ง มีรายได้ที่มั่นคง และการที่ผ้าไหมแพรวาได้รับสมญานามว่าเป็นราชินีแห่งผ้าไหมไทยนั้น ยอมรับว่าตั้งแต่การเลี้ยง รวมไปถึงการถักทอมีความละเอียดประณีต ที่สำคัญได้รับการส่งเสริมจากสมเด็จพระพันปีหลวง จากผ้าสไบกลายเป็นผ้าไหมแพรวาที่สามารถนำมาตัดเป็นชุดสวมใส่ได้อย่างสวยงาม

กลุ่มแพรวาโสภารักษ์ จึงไม่ใช่เพียงกลุ่มที่เลี้ยงหม่อนไหมธรรมดา แต่เป็นกลุ่มตอบโจทย์ด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหม ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรแห่งนี้ จึงมีศักยภาพ ถือเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เป็นแบบอย่างเรื่องการอนุรักษ์และการสร้างฐานรายได้ให้กับคนภายในชุมชน


ด้านนายวิทวัส โสภารักษ์ ประธานกลุ่มแพรวาโสภารักษ์ กล่าวว่า การพัฒนาพื้นที่ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเกิดขึ้นมานานกว่า 20 ปี ตั้งแต่ตนอายุยังเล็ก แต่สนใจเรื่องการทอผ้าไหมแพรวา จึงเข้าไปเรียนรู้ตามศูนย์ต่างๆ ที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ จนสามารถทอผ้าไหมแพรวาได้ และได้ประดิษฐ์คิดค้นลวดลายผ้าไหมแพรวาจนได้รับการสนับสนุนส่งเสริมจากภาครัฐ โดยเฉพาะกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มาส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหม

ความภาคภูมิใจที่ได้รับนี้จะส่งต่อรุ่นสู่รุ่น ทั้งนี้พื้นที่ได้ถูกจัดโซนแบ่งออกเป็นแปดส่วน จะเป็นฐานเรียนรู้ตั้งแต่กระบวนการผลิตหม่อนไหมไปจนถึงขั้นตอนการถักทอผ้าไหมแพรวา นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ผ้าไหมแพรวาเป็นสิ่งที่ภาคภูมิใจ การพัฒนาด้านหม่อนไหมยังทำให้กลุ่มอาชีพที่เข้ามารวมกลุ่มกัน 20 แห่ง มีรายได้ต่อกลุ่มมากถึงเดือนละ 100,000 บาท หรือมากกว่า 22 ล้านบาทต่อปี ดังนั้นผู้ที่สนใจก็ขอเชิญชวนมาท่องเที่ยวเชิงเกษตรภายในศูนย์แห่งนี้และเราจะเรียนรู้ไปพร้อมกัน