ศูนย์ข่าวนครราชสีมา - ราชภัฏโพล ครั้งที่ 3 เผย ปชช.พอใจผลการเลือกตั้งและเชื่อมั่นต่อความโปร่งใสการนับคะแนนของ กกต.ระดับปานกลาง เห็นด้วยกับสูตรตั้งรัฐบาล “ภท.+พท.+พรรคเล็ก” มากสุด และต้องการให้รัฐบาลดำเนินนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” เร่งด่วนเป็นอันดับแรก ชี้ประชาชนยอมรับผลการเลือกตั้งแบบมีเงื่อนไขและยังไม่ไว้ใจรับบาลต้องรอดูผลงานก่อน
วันนี้ (23 ก.พ. 69) ที่ห้องประชุมเศาวนิต เศาณานนท์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา รศ.ดร.อดิศร เนาวนนท์ ประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย (ทปอ.มรภ.) และอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา พร้อมด้วย ผศ.ดร.รัฐกรณ์ คิดการ เลขาธิการ ทปอ. มรภ. และรองอธิการบดีฝ่ายทรัพยากรบุคคลและกฎหมาย มรภ.นม., ผศ.ดร.ลลิตา ธงภักดี รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนามาตรฐานการศึกษา มรภ.นม. และอธิการบดีและผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่ง ทางระบบออนไลน์ ร่วมกันแถลงผล “ราชภัฏโพล ครั้งที่ 3” ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับความคาดหวังต่อรัฐบาลใหม่และอนาคตรัฐธรรมนูญไทย โดยประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย (ทปอ.มรภ.) ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่งทั่วประเทศ ได้จัดทำขึ้น
โดยมีการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 12-20 กุมภาพันธ์ 2569 จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้น 5,000 คน ซึ่งผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 58.3, กลุ่มอายุที่ตอบแบบสอบถามมากที่สุด คือกลุ่มอายุ 40-49 ปี คิดเป็นร้อยละ 21.1 และอาชีพส่วนใหญ่ ได้แก่ พนักงานรัฐวิสาหกิจ/บริษัท ร้อยละ 20.8, ค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 20.8 และรับราชการ หรือพนักงานของรัฐร้อยละ 20.1
ความคิดเห็นต่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ประชาชนมีความพึงพอใจต่อผลการเลือกตั้ง ส.ส.ในภาพรวม ระดับปานกลางร้อยละ 30.8 รองลงมาคือระดับมากร้อยละ 20.5 ส่วนรูปแบบการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่ประชาชนเห็นด้วยมากที่สุด ได้แก่ 1. พรรคภูมิใจไทย-เพื่อไทย-พรรคเล็ก ร้อยละ 28.8, 2.พรรคภูมิใจไทย-พรรคประชาชน ร้อยละ 27.2 และ 3. พรรคภูมิใจไทย-เพื่อไทย-พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 20.2
สำหรับนโยบายเร่งด่วนที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลดำเนินการเป็นอันดับแรก คือ 1. นโยบายคนละครึ่งพลัส ร้อยละ 31.1, 2.นโยบายปราบสแกมเมอร์ ไม่เอาทุนเทา ไม่เอากาสิโน ร้อยละ 21.6 และ 3. นโยบายค่าไฟไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ร้อยละ 19.4
ส่วนเรื่องความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลและกระบวนการเลือกตั้ง ผลโพลชี้ว่ารัฐบาลใหม่จะสามารถดำเนินนโยบายตามที่หาเสียงไว้ อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 32.4 และความเชื่อมั่นต่อความโปร่งใสในการนับคะแนนและการจัดการข้อร้องเรียนของ กกต. อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 29.3 และระดับน้อยที่สุด ร้อยละ 29.1
สำหรับแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผลโพลชี้ว่า ควรร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ร้อยละ 50.8 และควรแก้ไขบางมาตรา ร้อยละ 49.2
บทสรุปผลการสำรวจภาพรวมสะท้อนให้เห็นถึงความคาดหวังของประชาชนต่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่สามารถดำเนินนโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรม โปร่งใส และตอบสนองต่อปัญหาปากท้องของประชาชน ขณะเดียวกัน ยังสะท้อนความต้องการในการปรับปรุงโครงสร้างทางการเมือง โดยเฉพาะแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยในปัจจุบัน
รศ.ดร.อดิศร เนาวนนท์ ประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย (ทปอ.มรภ.) และอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา กล่าวว่า ประชาชนยอมรับผลการเลือกตั้งแบบมีเงื่อนไขและยังไม่ไว้ใจรัฐบาลใหม่ ต้องรอดูผลงานก่อน ซึ่งต่อไปนโยบายต้องออกมาเกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของประชาชน รัฐบาลผสมควรจะเลือกรัฐมนตรีที่มีความรู้ความสามารถตรงกับกระทรวงนั้นๆ ถึงแม้การจัดตั้งรัฐบาลจะต้องมีโควตามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ควรจะคำนึงถึงความรู้ ความเข้าใจ มีความสามารถ มีประสบการณ์ และที่สำคัญไม่ควรเปลี่ยนรัฐมนตรีบ่อยๆ โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาฯ
ตอบข้อถามว่าสุดท้ายแล้วพรรคกล้าธรรมจะได้เข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอดิศร กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าโอกาสมี แต่ก็น้อยมาก
รศ.ดร.อดิศรกล่าวถึงผลการเลือกตั้ง ส.ส. จ.นครราชสีมา พบว่าพรรคเพื่อไทยได้ที่นั่ง ส.ส.ลดลง จากเดิม ส.ส.เขตได้ 12 ที่นั่ง เหลือ 10 ที่นั่ง ส่วนภูมิใจไทยเพิ่มขึ้นจาก 1 ที่นั่ง เป็น 3 ที่นั่ง และพรรคประชาชนเท่าเดิมคือ 3 ที่นั่ง โดยผลเเพ้-ชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย คือ กระสุน และการใช้อำนาจรัฐ
ส่วนกระแสของพรรคประชาชน ในเมืองใหญ่ๆ เขต 1 เขต 3 และเขต 13 ไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือมีนัยสำคัญอะไร ส่วนการที่ จ.นครราชสีมามี ส.ส.ถึง 16 คน จะเป็นผลดีต่อการพัฒนาจังหวัดอย่างไรบ้าง นายอดิศรกล่าวว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่ที่การจัดตั้งรัฐบาล และแนวทางการบริหารว่าจะไปในทิศทางใด แต่งานอีเวนต์ใหญ่ระดับโลก อย่างเช่น งานพืชสวนโลกฯ ที่ จ.นครราชสีมาเป็นตัวแทนของประเทศจัดงานนี้ขึ้น ภาครัฐหรือฝ่ายการเมืองจะต้องให้ความสำคัญ อย่ามองแค่การเมืองว่า พื้นที่นี้ของพรรคนั้นพรรคนี้ แต่การเมืองควรจะร่วมมือกันเพื่อชื่อเสียงของประเทศ


