บุรีรัมย์- ทายาทและสมาชิกฌาปนกิจสงเคราะห์สตรีพลับพลาชัย จ.บุรีรัมย์ บุกโรงพักทวงถามคืบหน้าคดีประธาน และจนท.ยักยอกเงิน ทำสมาคมฯถูกยุบกว่า 3 ปี ค้างจ่ายเงินสงเคราะห์ศพสมาชิกเสียชีวิตกว่า 170 ราย รายละกว่า 8 หมื่น ลูกหลานเดือดร้อนไปกู้ยืมเงินรายวันจัดงานศพ ตร.เผยได้แจ้งข้อหาและสรุปสำนวนส่งอัยการ แล้ว แต่อัยการให้กลับมาหาหลักฐานเพิ่มเติม เหตุมูลค่าความเสียหายสูง
วันนี้ (23 ก.พ.69) ทายาทและสมาชิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สตรีอำเภอพลับพลาชัย จ.บุรีรัมย์ ได้เดินทางไปติดตามสอบถามความคืบหน้าคดีที่ สภ.พลับพลับชัย กรณีที่ประธาน และเจ้าหน้าที่สมาคมฯ ยักยอกเงิน ทำให้สมาคมฯ ถูกยุบ เมื่อเดือน ก.ค. 2566 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 3 ปี และสร้างความเดือดร้อนทายาทของสมาชิกที่เสียชีวิต เพราะหลังจากมีการทุจริตยักยอกเงินไปใช้จ่ายส่วนตัว ส่งผลให้สมาชิกที่เสียชีวิตไม่ได้รับเงินสงเคราะห์ศพรวมกว่า 170 ราย เฉลี่ยรายละกว่า 80,000 บาท สร้างความเดือดร้อนให้กับทายาทต้องไปหยิบยืมเงินหรือกู้เงินรายวันมาจัดงานศพ ทั้งที่หวังว่าจะได้เงินสงเคราะห์ศพที่ทำไว้กับสมาคมฯ มาใช้จ่ายในการจัดงานศพ และยังมีชาวบ้าน
นอกจากนี้ยังทำให้สมาชิกที่ยังมีชีวิตอีกกว่า 4,000 ราย ที่ส่งเงินสงเคราะห์ศพล่วงหน้า และเงินบำรุงสมาคมตามเงื่อนไขมาตลอดหลายปี รายละหลักหมื่นถึงหลักแสนบาท ก็ได้รับความเดือดร้อน ไม่สามารถขอเงินคืนได้ ทั้งที่การยุบสมาคมเกิดจากการยักยอกของประธาน และเจ้าหน้าที่ในสมาคมฯ ไม่เกี่ยวอะไรกับสมาชิกเลย
น.ส.สุนีย์ เสาะภพดี อายุ 51 ปี บอกว่า ตนส่งฌาปนกิจสงเคราะห์สตรีให้พ่อกับแม่ตั้งแต่ปี 2544 ปี จ่ายเงินสงเคราะห์ล่วงหน้ามาคลอด แต่พอพ่อเสียชีวิต ปี 2566 มาติดต่อขอรับเงินสงเคราะห์ศพกลับไม่ได้เงิน ทำให้ต้องไปกู้ยืมเงินรายวันมาจัดงานศพ เดือดร้อนมากเพราะต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยอีก กระทั่งสมาคมฯ โดนยุบเพราะมีการยักยอกเงิน จนถึงทุกวันนี้ผ่านมา 3 ปีแล้ว ก็ยังไม่ได้เงินแม้แต่บาทเดียว
อยากให้ทางสมาคมหรือผู้ที่ยักยอกรับผิดชอบ ส่วนที่มีการตั้งสมาคมฯ ใหม่ก็ยังให้พ่อเป็นสมาชิกและส่งเงินต่อ เพราะถ้าไม่เข้าเป็นสมาชิกต่อเงินที่ส่งไปก็จะสูญเปล่า แม้ยอดเงินสงเคราะห์ศพจะลดลง จากสมาคมเดิมศพละกว่า 80,000 บาท แต่ทุกวันนี้เหลือเพียงศพละกว่า 40,000 บาทเท่านั้น
ขณะที่พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี ได้อธิบายรายละเอียดกับชาวบ้านว่า คดีดังกล่าวแม้ว่าชาวบ้านที่เป็นสมาชิกฌาปนกิจสงเคราะห์จะเป็นผู้เสียหาย แต่ไม่สามารถแจ้งความได้ ทางสมาคมฯ จะต้องเป็นผู้แจ้งความร้องทุกข์ ซึ่งได้มีการแจ้งความไปแล้ว และจากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่าผู้ที่ยักยอกเงิน คือ ประธานสมาคมฯ และเจ้าหน้าที่อีก 2 คน รวมเป็น 3 คน ซึ่งได้มีการสอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหากับบุคคลทั้ง 3 แล้ว และได้สรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์ไปแล้ว แต่พนักงานอัยการได้ให้พนักงานสอบสวนไปหาหลักฐานเพิ่มเติม เนื่องจากคดีดังกล่าวมูลค่าความเสียหายค่อนข้างสูง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานทั้งกับทางสมาคมฯ และการเบิกถอนเงินที่ธนาคาร คาดว่าจะแล้วเสร็จและสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการได้เร็วๆ นี้


