น่าน - กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจับมือ ธ.ก.ส.เดินหน้าขับเคลื่อนแนวทาง “ต้นไม้เป็นเงินทุน” หนุนไม้ยืนต้นค้ำประกันสินเชื่อ ต่อยอดคาร์บอนเครดิต สร้างรายได้ยั่งยืน เผยจนถึงตอนนี้มีเกษตรกรนำไม้ยืนต้นขึ้นทะเบียนเป็นหลักประกันแล้ว 30 จังหวัด รวม 239,921 ต้น 320 สัญญา คิดเป็นวงเงินประกันมากกว่า 188 ล้านบาท
วันนี้ (23 ก.พ. 69) นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้นายจิตรกร ว่องเขตกร รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ลงพื้นที่ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดอบรมให้ความรู้-ส่งเสริมไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันทางธุรกิจ สร้างรายได้อย่างยั่งยืน ณ วิสาหกิจชุมชนชีววิถี ตำบลน้ำเกี๋ยน อ.ภูเพียง จ.น่าน
มุ่งสร้างความเข้าใจเรื่องการนำไม้ยืนต้นที่ปลูกในที่ดินของตนเองมาใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจ และการต่อยอดรายได้ผ่านคาร์บอนเครดิต เปิดโอกาสใหม่ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนโดยไม่ต้องตัดโค่นต้นไม้ ซึ่ง ธ.ก.ส.ถือเป็นธนาคารแห่งแรกที่รับไม้ยืนต้นเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันสินเชื่อ
รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดเผยว่า กรมฯ บูรณาการร่วมกับ ธ.ก.ส.และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดลงพื้นที่สร้างการรับรู้แล้วกว่า 13 จังหวัด และมีแผนขยายผลอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีการนำไม้ยืนต้นขึ้นทะเบียนเป็นหลักประกันแล้วใน 30 จังหวัด รวม 239,921 ต้น จำนวน 320 สัญญา คิดเป็นวงเงินประกันมากกว่า 188 ล้านบาท สะท้อนแนวคิด “ต้นไม้ยังอยู่ แต่สร้างทุนหมุนเวียนได้”
ด้านนายสมพร บวรประภาพงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพิธีการสินเชื่อ ธ.ก.ส.กล่าวว่า ธ.ก.ส.มีความตั้งใจสนับสนุนเกษตรกรให้เข้าถึงแหล่งทุนด้วยวิธีที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน ซึ่งไม้ยืนต้นไม่ใช่เพียงทรัพยากรธรรมชาติ แต่สามารถพัฒนาให้เป็นทรัพย์สินทางเศรษฐกิจได้ หากมีการประเมินมูลค่าอย่างถูกต้องและจดทะเบียนตามกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ เกษตรกรไม่จำเป็นต้องขายที่ดินหรือโค่นต้นไม้เพื่อสร้างสภาพคล่อง แต่สามารถใช้ต้นไม้เป็นหลักประกันเพื่อเข้าถึงสินเชื่อ และนำเงินทุนไปต่อยอดอาชีพหรือพัฒนากิจการได้
นายสมพรกล่าวเพิ่มเติมว่า ธ.ก.ส.ได้จัดทีมผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ให้คำแนะนำเรื่องการประเมินมูลค่าไม้ยืนต้น โดยต้นไม้ต้องมีอายุมากกว่า 1 ปี และวัดเส้นรอบวงลำต้นที่ระดับความสูง 130 เซนติเมตรจากพื้นดิน เพื่อนำข้อมูลเข้าสู่กระบวนการคำนวณมูลค่าอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส
“ในระยะยาว หากชุมชนมีการบริหารจัดการที่ดี ไม้ยืนต้นยังสามารถต่อยอดสู่ตลาดคาร์บอนเครดิตได้อีกช่องทางหนึ่ง ซึ่งจะเป็นรายได้เสริมที่ช่วยสร้างความมั่นคงให้ครัวเรือน และยังสอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจสีเขียวที่ประเทศกำลังให้ความสำคัญ” นายสมพรกล่าว
สำหรับวิสาหกิจชุมชนชีววิถี ตำบลน้ำเกี๋ยน ปัจจุบันมีสมาชิก 753 ราย ครอบคลุม 5 หมู่บ้าน ส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจและสมุนไพร เช่น ใบหมี่ มะกรูด ขมิ้นชัน และอัญชัน แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและผิวกาย ภายใต้แบรนด์ “ชีวาร์ (Chewar)” สร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชนอย่างเข้มแข็ง
การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการให้ความรู้ด้านกฎหมายและการเงิน แต่ยังเปิดมุมมองใหม่ให้ชุมชนเห็นคุณค่าของต้นไม้ในฐานะ “ทรัพย์สินทางธุรกิจ” ที่สามารถสร้างทุนหมุนเวียน และต่อยอดสู่รายได้จากตลาดคาร์บอนเครดิต อันจะช่วยเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ครัวเรือนและชุมชนจังหวัดน่านในระยะยาว


