xs
xsm
sm
md
lg

สัตวแพทย์หน้างานตั้งข้อสงสัยสาเหตุเสือโคร่งตาย 72 ตัว ชวนคิดประเด็นอาหาร-หวั่นหาชนิดโรคเป็นแพะซุกปัญหาใต้พรม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เชียงใหม่ - สัตวแพทย์สงสัยสาเหตุการตายที่แท้จริงของเสือโคร่ง 72 ตัวที่เชียงใหม่ หลังปศุสัตว์ภาค 5 ออกหนังสือชี้แจงอ้างผลตรวจทางห้องปฏิบัติการพบเพียงเชื้อไวรัสไข้หัดสุนัขและเชื้อแบคทีเรีย Mycoplasma spp. ชี้จุดสังเกตเสือถูกเลี้ยงอยู่ห่างกัน 30 กิโลเมตร แต่ล้มป่วยและตายด้วยอาการเหมือนกัน โดยมีปัจจัยร่วมกันเพียงอย่างเดียวเป็นอาหารที่มาจากแหล่งเดียวกัน แต่กลับไม่ถูกพูดถึง หวั่นเป็นการเลือกหาชนิดโรคมารับเป็นแพะ แล้วซุกปัญหาเข้าใต้พรมเพื่อปกป้องความเสียหายต่อสัตว์เศรษฐกิจมูลค่ามหาศาล

ภาพจากเฟซบุ๊ก “Visit Arsaithamkul”
จากกรณีเสือโคร่งของคุ้มเสือ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวของเอกชนชื่อดังในจังหวัดเชียงใหม่ ถูกตรวจพบว่าเริ่มมีอาการป่วยตั้งแต่วันที่ 8-18 ก.พ. 69 และทยอยตายไปรวม 72 ตัว โดยที่ในช่วงที่เกิดเหตุทางคุ้มเสือได้ทำการปิดให้บริการและฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ รวมทั้งให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบ ขณะที่ต่อมาวันที่ 21 ก.พ. 69 ทางสำนักงานปศุสัตว์เขต 5 มีการออกหนังสือชี้แจงถึงสาเหตุการตายของเสือโคร่งดังกล่าว ระบุว่า ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการของศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคเหนือตอนบน ไม่พบสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A แต่พบสารพันธุกรรมของเชื้อ CDV หรือไวรัสไข้หัดสุนัข และพบสารพันธุกรรมของเชื้อแบคทีเรีย Mycoplasma spp. ที่มีช่องทางการติดต่อหลักผ่านสัตว์พาหะจำพวกสัตว์ดูดเลือด การติดต่อกันระหว่างสัตว์ผ่านการสัมผัสเลือดจากการกัดกัน รวมทั้งการติดต่อถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก อย่างไรก็ตาม ผู้คนทั่วไปยังคงมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสาเหตุการตายที่แท้จริงและโรคระบาดอื่นๆ เนื่องจากมองว่าเสือโคร่งดังกล่าวถูกเลี้ยงในระบบปิดและมาตรการรักษาความสะอาดที่เข้มงวด จึงน่าจะเป็นไปได้ยากที่จะมีเชื้อเล็ดลอดเข้าไป และเสือโคร่งทั้งหมดไม่ได้ถูกเลี้ยงรวมในกรงเดียวกันด้วย เพราะถูกแยกกรงเลี้ยง นอกจากนี้เห็นว่าเป็นเรื่องน่าผิดสังเกตที่เสือโคร่งที่อยู่ที่คุ้มเสือแม่ริม กับคุ้มเสือแม่แตง ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 30 กิโลเมตร แต่กลับมาล้มป่วยและตายลงด้วยอาการเดียวกัน

ภาพจากเฟซบุ๊ก “Visit Arsaithamkul”
รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 69 นายสัตวแพทย์ วิศิษฎ์ อาศัยธรรมกุล อดีตสัตวแพทย์องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย และเป็นหนึ่งในทีมสัตวแพทย์ที่ลงพื้นที่ตั้งแต่ต้น ได้โพสต์ทางเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ “Visit Arsaithamkul” เพื่อให้ข้อมูลและแสดงความเห็นเกี่ยวกับกรณีที่เสือโคร่งตาย 72 ตัว ระบุว่า “ในฐานะสัตวแพทย์สวนสัตว์/สัตว์ป่า และหนึ่งในทีมสัตวแพทย์ที่อยู่หน้างานการตายของเสือที่แม่ริมและแม่แตง มีความไม่สบายใจกับระบบการเฝ้าระวังโรค และการจัดการด้านระบาดวิทยา ที่เกิดการถกเถียงและวิพากษ์กันทั่วไป จึงขอประมวลเรื่องราวเพื่อเป็นข้อมูลและข้อสังเกตดังนี้

จากวันที่เสือเริ่มป่วยด้วยอาการซึม ไม่กินอาหาร และพบว่ามีไข้ ต่อมามีอาการชัก และตายอย่างรวดเร็ว ผลผ่าชันสูตรเสือที่ตายชุดแรกๆ (1-2 วันหลังแสดงอาการ) ไม่พบอาการรุนแรงใดๆ ให้สังเกตได้ ช่วงนี้ยังตั้งข้อสันนิษฐานหลายๆ ทาง ทั้งไวรัส, สารพิษ หรือแบคทีเรีย แต่เมื่อพิจารณาว่า เสือทั้งแม่ริม และแม่แตง ที่ห่างกันถึง 30 กม. มีอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้เสือป่วยและตายด้วยอาการที่เหมือนกันได้ โจทย์จึงไปตกที่อาหาร ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์สัตว์เศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่มาจากแหล่งเดียวกัน ในจำนวนเสือกว่า 200 ตัว ทั้ง 2 ที่ที่กินอาหารนี้ มีผลต่ออาการป่วยเกือบทั้งหมด ยกเว้นเพียงลูกเสือ 3 ตัวที่ยังเลี้ยงด้วยนมเท่านั้น ในวันถัดมา อาการเสือป่วย และตายเพิ่มขึ้นตามลำดับ ความสงสัยเชื้อไวรัสที่ว่ามีมากขึ้น เพราะผลตรวจยังไม่ออก มีการส่งตัวอย่างไปทั้งมหาวิทยาลัย และศูนย์ชันสูตรของรัฐ เนื่องจากเสือยังมีอยู่จำนวนมาก จึงต้องจำแนกเป็น 5 ลำดับ คือ ไม่มีอาการป่วย, ป่วยเล็กน้อย, ป่วยรุนแรงปานกลาง, ป่วยหนัก, ป่วยวิกฤต และตาย ซึ่งแต่ละจำพวกได้กำหนดกระบวนการดูแลแตกต่างกัน ทั้งให้ยาเสริมภูมิคุ้มกัน ยาลดไข้ ยาระงับชัก ยาปฏิชีวนะ ฯลฯ


วันต่อมาเริ่มทราบผลตรวจจากมหาวิทยาลัยว่าเป็นไวรัสชนิดนั้นแน่ เสือที่ตายในชุดหลังๆ จึงไม่ได้ผ่าชันสูตรเพื่อลดความเสี่ยง ในส่วนนี้มีการทำงานร่วมกับสัตวแพทย์ของกรมอุทยานฯ อย่างต่อเนื่องในการตรวจหลักฐานและทำลายซาก ดังนั้นเสียงร่ำลือถึงการใช้ประโยชน์จากซากเสือจึงอคติเกินไป

มาถึงประเด็นที่เป็นข่าวขณะนี้ ผมยอมรับว่าเราคงต้องไม่ยอมให้เกิดความเสียหายกับสัตว์เศรษฐกิจมูลค่าเป็นหมื่นล้าน แลกกับความสูญเสียของเสือมูลค่าหลักร้อยล้าน แต่การซุกใต้พรม กับการไม่เกิดบทเรียนในระบบการเฝ้าระวังโรค และระบาดวิทยา วงการโรคสัตว์ สัตว์เศรษฐกิจ สัตว์ป่า มนุษย์ และสิ่งแวดล้อม ที่เรียกว่า สุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) คงไม่ไปถึงไหนแน่ ผมรับไม่ได้กับการขว้างผู้ร้ายออกไปแค่ไกลตัว แต่ผู้ร้ายยังอยู่และยังคงก่อการร้ายได้

ยิ่งเห็นการใช้สติปัญญาเลือกชนิดโรคมาเป็นแพะช่างน่าละอายนัก เพราะมันส่งผลต่อผู้ประกอบวิชาชีพในสายงานนี้ให้ถูกเหยียดหยามทั้งในและต่างประเทศ รอกินโป๊ะแตกครับ”