xs
xsm
sm
md
lg

ผู้ว่าฯยันไฟไหม้ป่าวิจัยสะแกราช 6,400 ไร่สงบแล้ว ผอ.ชี้เสียหายต่อระบบนิเวศน้อยเหตุเป็นธรรมชาติของป่าเต็งรัง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ศูนย์ข่าวนครราชสีมา- ผู้ว่าฯโคราชยันไฟไหม้ป่าสถานีวิจัยสะแกราช 6,400 ไร่สงบแล้ว เหลือเพียงไฟครุขอนไม้ จนท.เร่งดับให้สนิท ด้านผอ.ชี้มีความเสียหายต่อระบบนิเวศป่าเต็งรังน้อย เหตุเป็นธรรมชาติของระบบนิเวศป่าเต็งรังจะเกิดไฟไหม้ป่าทุกปีในช่วงหน้าแล้งและจะมีการฟื้นฟูตามรอบปีอยู่แล้ว หากป้องกันไม่เกิดไฟไหม้หลายปีระบบนิเวศของป่าจะหายไปกลายเป็นป่าดิบแล้ง ป่าสงวนชีวมณฑลสะแกราชจะอยู่ไม่ได้

วันนี้ ( 14 ก.พ.69) เมื่อเวลา 11:30 น. นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ไฟป่าภายในพื้นที่สถานทิ่วิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช ที่ ต.อุดมทรัพย์ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อช่วงเวลาประมาณ 20.00 น.ของวันที่ 12 ก.พ.69 ต่อเนื่องมา พร้อมรับฟังรายงานการสรุปผลปฏิบัติการของหน่วยงานต่างๆที่ได้บูรณาการกำลังพลร่วมกันเข้าทำการระงับเหตุกว่า 200 คน สถานการณ์ในวันนี้พบว่าช่วงเช้ายังคงมีจุดไฟไหม้ในพื้นที่จำนวน 5 จุด ซึ่งได้มีการส่งเจ้าหน้าที่เดินเท้านำอุปกรณ์เข้าไปดับไฟพร้อมกับใช้เฮลิคอปเตอร์ดับไฟป่าจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บินทิ้งน้ำดับไฟจำนวน 16 เที่ยว ล่าสุดสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้วในช่วงเวลาประมาณ 13:00 น.ของวันที่ 14 ก.พ.69 ที่ผ่านมา


นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ไฟป่า ว่า สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช อยู่ในสังกัดสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งเหตุไฟป่าที่เกิดขึ้นในวันนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราชเอง หน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนหน่วยงานระดับจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จิตอาสา และอาสาสมัครต่างๆ ที่ได้ระดมกำลังเข้าปฏิบัติการดับไฟจนสำเร็จลุล่วง


ขณะนี้สามารถควบคุมเพลิงได้เรียบร้อยแล้วจากการบินขึ้นสำรวจสถานการณ์ของเฮลิปคอปเตอร์ดับไฟป่าของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะยังเหลือเพียงพื้นที่เล็กน้อยส่วนใหญ่เป็นไฟครุตอและขอนไม้เจ้าหน้าที่กำลังเข้าดำเนินการให้ดับสนิท


ทางด้าน นายสุรชิต แวงโสธรณ์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช กล่าวว่า ไฟป่าที่เกิดขึ้นในเขตสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราชนั้น พื้นที่ที่ถูกไฟไหม้เป็นป่าเต็งรัง ซึ่งตามธรรมชาติในช่วงฤดูแล้งจะมีการผลัดใบและสะสมเชื้อเพลิงเป็นประจำทุกปี โดยสถานีฯ มีพื้นที่ป่าเต็งรังรวมประมาณ 6,400 ไร่ จากการประเมินเบื้องต้นพบว่าพื้นที่ป่าเต็งรังส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบ แต่หากพิจารณาตามหลักวิชาการ ความเสียหายต่อระบบนิเวศในระยะยาวนั้นค่อนข้างน้อย เนื่องจากเป็นธรรมชาติของระบบนิเวศป่าเต็งรังที่จะมีการฟื้นฟูตามรอบปีอยู่แล้ว


อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่ชัดเจนคือเรื่องของคุณภาพอากาศที่เกิดขึ้นในระหว่างเพลิงไหม้ จากการตรวจวัดคุณภาพอากาศเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา พบว่าในพื้นที่ป่าจุดที่เกิดไฟไหม้ยังมีค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน แต่ในบริเวณที่ตั้งของสถานีวิจัยฯ ซึ่งล้อมรอบด้วยพื้นที่ป่า คุณภาพอากาศยังคงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน


สำหรับสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้ ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าเกิดจากบุคคลหรือปัจจัยใด ทราบเพียงจุดเริ่มต้นจากกลุ่มควันทางทิศเหนือของสถานีฯ ห่างออกไปจากแนวเขตสถานีฯประมาณ 2-3 กิโลเมตร ก่อนจะลุกลามเข้ามาในพื้นที่ สำหรับแผนการดำเนินงานลำดับถัดไป ทางสถานีฯ จะจ้างแรงงานชาวบ้านเข้ามาช่วยดำเนินการดับไฟที่ยังหลงเหลือตามขอนไม้หรือตอไม้ต่างๆ เพื่อลดกลุ่มควันและเร่งฟื้นฟูคุณภาพอากาศให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งคาดว่าภายในเย็นวันนี้ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ทุกอย่างจะกลับเข้าสู่เกณฑ์มาตรฐานของคุณภาพอากาศหลังจากนั้นทางสถานีวิจัยฯจะเข้าสำรวจความเสียหายที่เกิดกับป่า สิ่งแวดล้อม รวมถึงสัตว์ป่าชนิดต่างๆอย่างละเอียดต่อไป


นายสุรชิต กล่าวเพิ่มเติมว่า สภาพป่าในพื้นที่ดูแลของสถานีวิจัยสะแกราชฯ เป็นป่าเต็งรังซึ่งเป็นป่าที่ทนไฟอยู่แล้ว และจะเกิดไฟไหม้ป่าเป็นประจำทุกปีในช่วงหน้าแล้ง เพราะเป็นธรรมชาติของป่าในระบบนิเวศนี้อยู่แล้ว เพียงแต่จะเกิดเร็วเกิดช้าเท่านั้นเอง ซึ่งพื้นที่ป่าเต็งรังมีอยู่ประมาณ 6,400 ไร่ ครอบคลุมอำเภอวังน้ำเขียวและอำเภอปักธงชัย ตอนนี้ถูกไฟไหม้ไปประมาณ 80% แต่ยังไม่กระทบสร้างความเสียหายต่อต้นไม้ เพราะส่วนใหญ่จะมีลำต้นที่ทนไฟ จากสถิติจะเกิดไฟไหม้ป่าเต็งรังในพื้นที่ทุกปีพื้นที่ความเสียหายก็จะอยู่ที่ 80% หรือประมาณสัก 4,000 ไร่ ของทั้งหมด 6,400 ไร่ เป็นธรรมชาติของระบบนิเวศ

“หากเราป้องกันไม่ให้เกิดไฟไหม้ป่าหลายๆ ปี ระบบนิเวศของป่าแห่งนี้จะหายไป กลายเป็นป่าดิบแล้งแทน และถ้าเป็นป่าดิบแล้ง พวกกระต่ายป่า นกคุ่ม นกกระทา และสัตว์อื่นๆ ในป่าสงวนชีวมณฑลสะแกราช ก็จะอยู่ไม่ได้” นายสุรชิต กล่าว