xs
xsm
sm
md
lg

เปิดรายงาน FAO 'ปลาหมอคางดำ' ไม่ใช่นักล่า แต่เป็นโปรตีนในวิกฤตอาหาร

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ภาพของ "ปลาหมอคางดำ" (Sarotherodon melanotheron) ที่ถูกเอ่ยถึงผ่านสื่อมักหนีไม่พ้นคำว่า "นักล่า" ที่พร้อมจะทำลายระบบนิเวศน้ำจืดและน้ำกร่อยของไทย แต่หากลองวางอารมณ์ความรู้สึกพ่วงท้ายลง แล้วเปิด "พิมพ์เขียว" ทางวิชาการจาก องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) รวมถึงงานวิจัยจากสถาบันการศึกษาชั้นนำในแอฟริกาตะวันตก จะพบความจริงอีกด้านที่อาจเป็น กุญแจสำคัญในการพลิกวิกฤตครั้งนี้ให้กลายเป็นโอกาส
 
ความเข้าใจผิดที่ร้ายแรงที่สุดคือ การมองปลาหมอคางดำว่าเป็นปลานักล่า (Predatory Fish) เหมือนปลากะพงหรือปลาชะโด เพราะในรายงานทางเทคนิคของ FAO และงานวิจัยชิ้นสำคัญเรื่อง "Food habits of brackish water tilapia Sarotherodon melanotheron" โดยTidiani Kone และ Guy G. Teugels (2003) ซึ่งศึกษาในลุ่มน้ำ Bia ประเทศโกตดิวัวร์ ยืนยันชัดเจนว่าปลาชนิดนี้มีสถานะทางโภชนาการในระบบนิเวศเป็น "ผู้บริโภคระดับต่ำ" (Low Trophic Level)
 
จากการวิเคราะห์ดัชนีความสำคัญสัมพัทธ์ (%IRI) ในกระเพาะอาหาร นักวิจัยพบว่าสิ่งที่ปลาชนิดนี้กินเข้าไปไม่ใช่ลูกปลาหรือสัตว์น้ำเศรษฐกิจ แต่คือ "ไดอะตอม" (Bacillariophyceae), "สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน" (Cyanophyceae) และ "เศษซากอินทรีย์" (Detritus) ที่เน่าเปื่อยตามพื้นดิน โครงสร้างทางกายภาพของมันถูกออกแบบมาเพื่อการเป็น "เทศบาลใต้น้ำ" โดยมีซี่เหงือก (Gill rakers) ที่ละเอียดสำหรับกรองแพลงก์ตอนและมีลำไส้ที่ยาวกว่าลำตัวหลายเท่าเพื่อย่อยสลายพืช ซึ่งเป็นลักษณะทางสรีรวิทยาที่ตรงข้ามกับปลานักล่าโดยสิ้นเชิง
 
คำถามคือ "แล้วทำไมปลาพื้นเมืองถึงหายไป?" คำตอบไม่ได้อยู่ที่การ "ไล่ล่า" แต่อยู่ที่การ "แย่งชิง" (Ecological Competition) ปลาหมอคางดำคือสุดยอดนักปรับตัวที่กินอาหารพื้นฐานได้ทุกอย่าง เมื่อมันกวาดกินแพลงก์ตอนและเศษอินทรีย์จนเกลี้ยง ปลาพื้นเมืองที่กินอาหารประเภทเดียวกันจึงอดตายและสูญพันธุ์ไปในที่สุด มันจึงน่ากลัวในเชิง "ประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร" ไม่ใช่ความดุร้ายในการล่า
 
ในขณะที่คนไทยกำลังหาวิธีกำจัดทิ้ง FAOกลับให้ความสำคัญกับปลาชนิดนี้ในฐานะ"แหล่งโปรตีนเพื่อความมั่นคงทางอาหาร" (Food Security) ในระดับนานาชาติ หากพิจารณา "เนื้อ" ของปลาหมอคางดำผ่านเลนส์โภชนาการจะพบข้อมูลที่น่าทึ่ง เช่น
• โปรตีนคุณภาพสูง: เนื้อปลาสด 100 กรัม ให้โปรตีนสูงถึง 18.6 - 20.1% ซึ่งเทียบเท่ากับปลานิลทั่วไปหรือแม้แต่เนื้อสัตว์บก แต่มีไขมันอิ่มตัวต่ำกว่ามาก

• คลังแสงของแร่ธาตุ: งานวิจัยจาก University of Ghana โดย P. K. Ofori-Danson (2006) ชี้ให้เห็นว่า ปลาชนิดนี้สะสมแคลเซียม ฟอสฟอรัส และธาตุเหล็กไว้ในปริมาณสูง โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรที่อาศัยในลากูนน้ำกร่อย ซึ่งได้รับแร่ธาตุจากการกินสาหร่ายและแพลงก์ตอนที่หลากหลาย
• ความปลอดภัยทางเคมี: ข้อดีของการเป็นปลากินพืชและแพลงก์ตอน (Trophic Level 2) คือมันจะมีการสะสมของโลหะหนัก (เช่น ปรอท หรือตะกั่ว) น้อยกว่าปลานักล่าขนาดใหญ่ที่กินต่อกันเป็นทอดๆ (Biomagnification) ทำให้เนื้อปลาหมอคางดำเป็นโปรตีนที่ "สะอาด" กว่าในแง่ของสารตกค้าง
 
ในกานาและโกตดิวัวร์ ปลาหมอคางดำไม่ใช่ปัญหา แต่คือ "โอกาสทางเศรษฐกิจ" งานวิจัยในลากูน Sakumo ประเทศกานา พบว่าปลาชนิดนี้มีสัดส่วนถึง 90% ของปริมาณการจับสัตว์น้ำทั้งหมด ชาวบ้านที่นั่นไม่ได้มองว่ามันคือขยะ แต่พวกเขาพัฒนา "อุตสาหกรรมการแปรรูป" จนกลายเป็นสินค้าส่งออกภายในภูมิภาค

วิธีการที่น่าสนใจคือการ "รมควัน" (Smoking) และ "การทำปลาแห้ง" ซึ่ง FAO สนับสนุนให้เป็นวิธีการถนอมอาหารหลัก กระบวนการรมควันไม่เพียงแต่ช่วยยืดอายุการเก็บรักษา แต่ยังช่วยรีดน้ำออกทำให้ "ความเข้มข้นของโปรตีน" ต่อหน่วยน้ำหนักสูงขึ้นกว่าปลาสดถึง 2-3 เท่า ปลาหมอคางดำรมควันจึงกลายเป็นวัตถุดิบหลักในซุปและแกงของชาวแอฟริกัน มอบทั้งรสชาติอูมามิและสารอาหารครบถ้วนในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้
 
การแก้ปัญหาปลาหมอคางดำในไทย ควรต้องเปลี่ยนจากการตั้งรับและหวาดกลัว มาเป็นการ "รุกด้วยนโยบายเศรษฐกิจ" ตามแนวทางที่งานวิจัยนานาชาติได้ปูทางไว้ ได้แก่
 
1. การยกระดับสู่ปลาเศรษฐกิจใหม่: ภาครัฐและเอกชนควรจับมือกันวิจัยการแปรรูปเนื้อปลาชนิดนี้ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์คนเมือง เช่น ลูกชิ้นปลาเกรดพรีเมียม (เนื่องจากเนื้อปลามีความเด้งและไขมันต่ำ), โปรตีนสกัดสำหรับอาหารเสริม หรือแม้แต่อาหารสัตว์โปรตีนสูง

2. การรณรงค์เชิงโภชนาการ: ต้องทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่านี่คือ "ปลาดีที่อยู่ในผิดที่" ไม่ใช่ "ปลาพิษ" การบริโภคปลาหมอคางดำคือการช่วยชาติรักษาเอกลักษณ์ทางชีวภาพของแหล่งน้ำ

3. การสนับสนุนประมงพื้นบ้าน: เปลี่ยนบทบาทจากผู้ที่ได้รับผลกระทบ ให้กลายเป็น "ผู้เก็บเกี่ยวทรัพยากร" โดยมีการรับซื้อปลาในราคาที่จูงใจเพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมแปรรูป
 
ปลาหมอคางดำอาจจะเป็น "ตัวร้าย" ในบริบทของระบบนิเวศดั้งเดิมของไทย แต่ในบริบทของวิกฤตอาหารโลก มันคือ "ทรัพยากรโปรตีนที่ยั่งยืนที่สุด" ชนิดหนึ่ง งานวิจัยจาก FAO และสถาบันชั้นนำระดับโลกได้พิสูจน์แล้วว่า ปลาชนิดนี้ไม่ใช่สัตว์นักล่าที่น่ากลัว แต่คือสิ่งมีชีวิตที่อัดแน่นไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยจะเปลี่ยนวิกฤตการแพร่ระบาดให้กลายเป็นความมั่นคงทางอาหาร เหมือนอย่างที่กานาและโกตดิวัวร์ทำสำเร็จมาแล้ว เพราะในท้ายที่สุด อาวุธที่ทรงพลังที่สุดในการควบคุมประชากรปลาชนิดนี้คือ "ปากและท้อง" ของคนไทยที่เข้าใจคุณค่าของมัน

กำลังโหลดความคิดเห็น