ศูนย์ข่าวขอนแก่น-ทำบุญอุทิศส่วนกุศล ช้างสีดอหูพับล้ม ขณะเตรียมเคลื่อนย้ายไปจังหวัดเลย เจ้าหน้าที่ทำพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ช้างป่าสีดอหูพับ โดยเจ้าหน้าที่ฝังร่างไว้ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูเวียง ขณะที่เครือข่ายภาคประชาชน คาดเกิดจากยิงยาซึมเกินขนาด
วันนี้ (4 ก.พ.) ที่อุทยานแห่งชาติภูเวียง อำเภอเวียงเก่า จังวัดขอนแก่น หลังจากทีมสัตวแพทย์ ผ่าชันสูตรช้างสีดอหูพับ ช้างเพศผู้อายุประมาณ 15 ปี ช้างป่าภูหลวง ล้มขณะกำลังลำเลียงใส่รถบรรทุกสิบล้อ เพื่อนำไปยังจังหวัดเลย หลังจากเจ้าหน้าที่ยิงยาซึม และเคลื่อนย้ายขึ้นบนรถบรรทุกสิบล้อ โดยพระสงฆ์ได้ทำพิธีอุทิศส่วนกุศล และพิธีขอขมา มีนายยุทธนา โพธิวิหค รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น, นายณัฐวัฒน์ นุ้ยศรีราม ผู้อำนวยสำนักบริการพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 (ขอนแก่น) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมในพิธี
ขณะที่บริเวณนาตาแป บ้านโคกม่วง ตำบลเมืองเก่าพัฒนา อำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นจุดที่เจ้าหน้าที่ใช้ยิงยาซึม ภายในไร่อ้อยพบลูกดอกที่ใช้ยิงช้างสีดอหูพับตกอยู่ กลางไร่อ้อย และร่องรอยใช้ขุดดินเพื่อให้รถบรรทุกสิบล้อ ได้เข้ามาเคลื่อนย้ายช้าง
นายวุฒิพงศ์ ศุภรมย์ เครือข่ายภาคประชาชนติดตามการผลักดันช้างป่า อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้ากรณีการเสียชีวิตของช้างป่า “พลายสีดอหูพับ” เพศผู้ อายุประมาณ 15-20 ปี ซึ่งย้ายถิ่นฐานจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูค้อ-ภูกระแต จ.เลย เข้ามาอาศัยหากินในเขตพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูเวียง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2566 จนถึงปัจจุบัน โดยวานนี้เจ้าหน้าที่จากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 (ขอนแก่น) ได้สนธิกำลังกว่า 200 นาย พร้อมเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ จากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ร่วมกันเคลื่อนย้ายช้างป่าคืนถิ่น มีจุดหมายที่ จ.เลย
แต่ระหว่างเคลื่อนย้ายช้าง ได้เกิดภาวะแทรกซ้อน ก่อนช้างจะล้มและเสียชีวิตในเวลาประมาณ 19.30 น. ทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงกระบวนการเคลื่อนย้ายช้างของเจ้าหน้าที่ว่า มีความถูกต้องและปลอดภัยหรือไม่ จากการติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติงานในการผลักดันช้างหูพับ มีความเห็นเจ้าหน้าที่ที่ติดตามช้างตัวนี้มาตลอดระยะเวลากว่า 2 ปี ทุกฝ่ายทำงานเต็มที่ให้ข้อมูลกับชาวบ้าน เมื่อทราบว่าจะเคลื่อนย้ายช้างออกนอกพื้นที่ก็รู้สึกใจหาย แต่ก็เข้าใจจุดประสงค์การเคลื่อนย้าย เพราะช้างหูพับนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติภูเวียง รวมทั้งชาวบ้านในพื้นที่ไปแล้ว ทุกคนมีความผูกพันกับช้างหูพับมาก การล้มของช้างหูพับจึงถือเป็นตำนานของชาว อ.ภูเวียง และ อ.เวียงเก่าก็ว่าได้
เมื่อถามว่า คิดเห็นอย่างไรกับวิธีการยิงยาซึม และการเคลื่อนย้ายช้างหูพับในครั้งนี้ นายวุฒิพงศ์ กล่าวว่า การผลักดันควรค่อยๆทำ ผลักดันออกจากพื้นที่ไปเหมือนครั้งก่อนที่เคยปฏิบัติ แต่การใช้วิธียิงยาซึมตนไม่เห็นด้วย เพราะเราไม่รู้น้ำหนักช้างที่แท้จริง ไม่รู้ความดันของช้าง การยิงยาซึมจึงมีความเสี่ยงเป็นอันตรายต่อตัวช้าง อยากเสนอไปยังฝ่ายบริหารของกระทรวงทรัพยากรฯ
ว่าการผลักดันช้างไม่ใช่การโยนภาระให้ฝ่ายปฏิบัติ แต่ฝ่ายบริหารจะต้องคิดว่า ในการผลักดันช้างในพื้นที่ใดก็ตามจะต้องมีวิธีที่รัดกุมกว่านี้และกรณีของช้างหูพับที่เสียชีวิต ทางกระทรวงฯ จะต้องมีคำตอบให้กับประชาชน แม้ขณะนี้จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงการเสียชีวิตของช้างหูพับแล้ว แต่ในคณะกรรมการจะต้องมีภาคประชาชนที่เป็นคนพื้นที่เข้าไปมีส่วนร่วมด้วย
นายวุฒิพงศ์ ตั้งข้อสังเกตว่า หากการเสียชีวิตของช้างหูพับที่คาดว่า เกิดจากอาหารไปติดหลอดลม ก็ให้ฝ่ายสัตวแพทย์ทำการชันสูตร หรือการตายอาจเป็นเพราะให้ยาแรงเกินไปจนไปบีบหัวใจช้าง ทางกระทรวงฯ หรือกรมฯ จะต้องพิจารณาเรื่องนี้ ไม่ใช้โยนภาระให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติ เมื่อถามว่า ด้วยคำสั่งของศาลปกครอง ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งรีบเคลื่อนย้ายช้างหรือไม่ นายวุฒิพงศ์ ระบุว่าเราได้ขอยืดคำสั่งศาลปกครองมาตลอด จนมาถึงวันที่ 4 ก.พ. จึงเคลื่อนย้าย หากเจ้าหน้าที่ไม่ทำก็จะมีความผิดตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่เหมือนถูกบีบทุกทาง ซึ่งกลายเป็นปัญหาทั้งระบบ ฉะนั้นการเคลื่อนย้ายช้างอีก 4 ตัว ที่ อ.สีชมพู จึงต้องมีกระบวนการที่รัดกุมมากกว่านี้ ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดเหตุซ้ำรอยช้างหูพับ
ขณะที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณี “สีดอหูพับ” ช้างป่าเสียชีวิตระหว่างการเคลื่อนย้าย ใช้มาตรฐานสากล ทีมสัตวแพทย์เฉพาะทาง และการเฝ้าระวังสัญญาณชีพตลอดเส้นทาง แต่เกิดภาวะวิกฤตกะทันหัน ช่วยชีวิตไม่สำเร็จ เบื้องต้นคาดอาจเกี่ยวข้องกับการสำลักอาหาร พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนทุกขั้นตอน ชันสูตรซากอย่างละเอียด


