ศูนย์ข่าวศรีราชา -ผบช.ภ.2 มั่นใจในพยานหลักฐานเอาผิด 2 ชาวรัสเซียฆ่าโหดเพื่อนร่วมชาติแยกร่างฝังดินได้อย่างแน่นอน แม้เจ้าตัวยังปฏิเสธ มุ่งปมสังหารฆ่าทวงหนี้ - เรียกค่าไถ่ 3.7 ล้าน พร้อมดำเนินคดีหลายข้อหาหนัก
วันนี้ ( 2 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าคดีสะเทือนขวัญฆ่าหั่นศพเพื่อนร่วมชาติชาวรัสเซีย นำฝั่งดิน 5 จุดใน ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งล่าสุดเมื่อเวลา 20.46 น. ที่ผ่านมาตำรวจชุดสืบสวนภูธรจังหวัดชลบุรี ได้นำตัว นายยารอสลาฟ เตมิดอฟ อายุ 35 ปี และนายดมีทรี มัสดาเลฟ อายุ 38 ปี ผู้ก่อเหตุมาสอบสวนที่ สภ.หนองปรือ หลังติดตามจับกุมได้ที่โรงแรมแห่งหนึ่งภายในซอยสุขุมวิท 71 แขวงพระโขนงเหนือ กรุงเทพมหานคร แต่ทั้ง 2 คนยังยืนกรานปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาดเกี่ยวกับปมการสังหารโหด…
โดยเมื่อเวลา 14.30 น. ที่ผ่านมา พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ ผบช.ภ.2 พร้อมด้วย พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ รอง ผบช.ภาค 2 ( คุมงานสืบสวน ) , พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผบก.ภ.จ.ชลบุรี , พ.ต.อ.วสุรัชย์ ชัยธีราพัฒน์ รอง ผบก.ภ.จ.ชลบุรี และตำรวจในส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมแถลงสรุปผลคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญฆ่าหั่นศพ นายมิคาเอล เอเมเลียนอฟ อายุ 30 ปี สัญชาติรัสเซีย ที่ห้องประชุม สภ.หนองปรือ จ.ชลบุรี
พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ ผบช.ภ.2 เผยว่าคดีฆาตกรรมดังกล่าวเริ่มต้นจากที่ นางโอลก้า ลาซาเบนโก้ อายุ 51 ปี แม่ของผู้ตาย ได้มาร้องเรียนกับตำรวจให้ช่วยตามหาลูกชาย เมื่อวันที่ 12 ม.ค. โดยระบุว่าลูกชายได้หายตัวไปอย่างมีเงื่อนงำ เนื่องจากได้ส่งพิกัดและบอกว่า จะเดินทางไปพบหุ้นส่วนทางธุรกิจ ณ บ้านพักแห่งหนึ่งในเขต ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 7 ม.ค.จากนั้นก็ไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย แล้วหวั่นว่าลูกจะตกอยู่อันตราย
กระทั่งตำรวจได้มีการบูรณาการร่วมกัน ในการสืบสวนอย่างละเอียด จนไปพยพยานหลักฐานจากระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) พบภาพผู้เสียชีวิต เดินทางเข้ามายังบ้านหลังที่เกิดเหตุ และไม่กลับออกมาอีกเลย จนกระทั่งวันที่ 9 ม.ค. 2569 พบพฤติการณ์ต้องสงสัยของผู้ต้องหาทั้ง 2 รายที่พากันขี่รถจักรยานยนต์ ที่มีลักษณะบรรทุกสิ่งของขนาดใหญ่ใต้เบาะออกจากบ้านพักที่เกิดเหตุประมาณ 12 รอบ
โดยสังเกตจากเบาะรถที่ขี่ออกไปปิดไม่สนิท มีการเผยอขึ้นมา ทำให้ตำรวจมั่นใจว่าใต้เบาะรถต้องมีวัตถุบาง และคิดว่าน่าจะเป็นร่างของผู้ตายที่ถูก หั่นชำแหละศพ นำไปทิ้งสถานที่ใกล้ๆ
“ ตอนแรกมีการประเมินว่าจะนำไปไปทิ้งในบ่อน้ำจนมีการเตรียมนักประดาน้ำเพื่อค้นหา แต่พอชุดสืบสวนมีการเดินเท้าสำรวจ ก็ไปพบร่างของผู้ตาย ถูกหั่นชำแหละบรรจุใส่ถุงดำ แล้วนำไปกระจายฝัง ทั้งหมด 6 หลุม รวมถึงเสื้อผ้าเอกสารของผู้ตาย ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน 2 ชลบุรี จึงลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณบ้านจุดเกิดเหตุ โดยใช้เทคนิคในการพิสูจน์หลักฐานสำคัญ และมีการพ่นสารบลูสตาร์ (Bluestar) จนไปพบร่องรอยคราบเลือดมนุษย์จำนวนมากในบริเวณห้องน้ำ อ่างล้างมือ และ บริเวณใต้เบาะรถจักรยานยนต์ที่ต้องสงสัยว่าใช้ในการขนย้ายชิ้นส่วนร่างกาย
ส่วนศพผู้เสียชีวิต ถึงแม้ผู้ต้องหาจะพยายามทำลายหลักฐาน แต่เมื่อใช้เทคนิคแนวทางการพิสูจน์หลักฐาน ก็ยังพบว่ามีร่องรอยคราบเลือดติดอยู่ และอยู่ในระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบว่าคราบเลือดดังกล่าวตรงของผู้ตายหรือไม่ เมื่อตำรวจ ได้หลักฐานสำคัญทั้งจากกล้องวงจร รวมถึงการพบร่างผู้ตายจึงขออนุมัติศาลจังหวัดพัทยาออกหมายจับ จนสามารถจับกุมผู้ต้องหารเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีในฐานความผิด ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา
ลอบฝั่ง ซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพ เพื่อปิดบังการ ตายหรือเหตุแห่งความตาย และ เรียกค่าไถ่โดยหน่วงเหนี่ยวกักขังบุคคลอื่น อันเป็นการกระทำโดยทรมาน ทารุณ โหดร้าย จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกระทำถึงแก่ความตาย
เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้ง 2 คนให้การปฏิเสธ และไม่ให้ความร่วมมือหรือให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี โดยไม่ยอมปริปากให้ข้อมูลใดๆ กับตำรวจ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ตำรวจมั่นใจในพยานหลักฐาน และยืนยันว่าจะสามารถดำเนินดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้ง 2 รายได้อย่างแน่นอน เนื่องจากยังมีการทำงานร่วมกับอัยการ ในการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเอาผิดกับผู้ต้องหา
ขณะที่ปม สาเหตุการฆ่าสังหารโหดในครั้งนี้ตั้งไว้ 2 ประเด็น คือการฆ่าทวงหนี้ และ เรียกค่าไถ่ โดยในเรื่องของค่าทวงหนี้ พบว่าผู้ตายมาอาศัยและทำธุรกิจอยู่ในประเทศไทยนานเกือบ 2 ปี โดยมีปัญหาเรื่องการยืมเงิน ในการลงทุนธุรกิจ กับหุ้นส่วน ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าใครติดหนี้ใคร และอาจเป็นปมเหตุสำคัญในคดี
ทั้งนี้ ตำรวจภูธรภาค 2 ขอขอบคุณสื่อมวลชนและประชาชนที่ให้การสนับสนุนข้อมูล แจ้งเบาะแสต่างๆรวมถึงข้อมูลภาพวงจรปิดต่าง ๆ นำไปสู่การคลี่คลายคดีและจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองได้อย่างรวดเร็ว และขอยืนยันว่าจะดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดและโปร่งใสเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ ในประเทศไทยต่อไป


