ศูนย์ข่าวนครราชสีมา - นักวิชาการอิสระวิเคราะห์ สนามเลือกตั้ง ส.ส.โคราช 16 เขต เงินสะพัดมากกว่า 1.6 พันล้าน โดยเฉพาะเขตเเข่งขันสูง ผู้สมัครฯ 1 คนใช้มากกว่า 100 ล้าน ชี้จับตาม้ามืด “พรรคกล้าธรรม” คว้าที่นั่ง ส.ส.เมืองย่าโม เหตุมุ่งนโยบายเกษตรโดนใจชาวบ้านและรุกลงมือทำมาแล้ว แถมพรรคมีศักยภาพด้านงบฯ ฟันธงสนามภาคอีสาน พท.จะยังรักษาแชมป์คว้าเก้าอี้ ส.ส.ได้มากที่สุดเหมือนเดิม
วันนี้ ( 30 ม.ค. 69) นายทวิสันต์ โลณานุรักษ์ นักวิชาการอิสระ และอดีตเลขาธิการหอการค้าภาคอีสาน เปิดเผยถึงทิศทางการเมืองและสถานการณ์การเลือกตั้ง ส.ส.ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือว่า ตนมีความมั่นใจและขอฟันธงว่า พรรคเพื่อไทย (พท.) จะยังคงสามารถรักษาตำแหน่งแชมป์ได้จำนวน ส.ส.มากที่สุดในพื้นที่ภาคอีสานไว้ได้เหมือนเดิม เพราะโดยภาพรวมความนิยมยังคงมีความโดดเด่น แม้การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยจะกวาดที่นั่ง ส.ส.ไปได้กว่า 70 ที่นั่ง ขณะที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ตามมาเป็นอันดับสองด้วยจำนวนกว่า 30 ที่นั่ง และที่เหลือกระจายไปยังพรรคการเมืองอื่นๆ แต่สำหรับครั้งนี้ตนเชื่อมั่นว่าพรรคเพื่อไทยจะยังคงรักษาฐานที่มั่นสำคัญนี้เอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่น่ากังวลอย่างยิ่งในขณะนี้คือกระแสการใช้เงินในการเลือกตั้ง ซึ่งจากข้อมูลผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยได้ส่งสัญญาณเตือนไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ให้เร่งตรวจสอบเส้นทางการเงิน หลังจากพบความผิดปกติของกระแสเงินสดจำนวน 250-500 ล้านบาท ที่ถูกเบิกถอนออกมาจากธนาคารในลักษณะของธนบัตรใบละ 100 และ 500 บาท ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ กกต.จะนิ่งเฉยไม่ได้ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานจาก กกร. หอการค้าฯ สภาอุตสาหกรรมฯ และสมาคมธนาคารฯ ที่ต่างมองเห็นสัญญาณการซื้อสิทธิขายเสียงที่รุนแรงในรอบนี้ ซึ่งหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้จะส่งผลให้ได้นักการเมืองที่ด้อยคุณภาพเข้ามาบริหารประเทศ
นายทวิสันต์กล่าวถึงข้อมูลเชิงลึกในพื้นที่ว่า มีกระแสการเตรียมจ่ายเงินซื้อเสียงพุ่งสูงถึงหัวละ 7,500 บาท ขณะที่ในพื้นที่ภาคอีสานโดยทั่วไปอยู่ที่หัวละ 5,000 บาท และภาคตะวันออกประมาณ 3,000 บาท แม้ในปัจจุบันประชาชนจะเริ่มมีการเรียนรู้ว่าการรับเงินอาจไม่จำเป็นต้องเลือกผู้สมัครฯ หรือพรรคการเมืองนั้นเสมอไป แต่ต้องยอมรับว่าเงินยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ปฏิเสธไม่ได้ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งคาดการณ์ว่าในเขตเลือกตั้งที่มีการแข่งขันสูงอาจมีการใช้เงินงบประมาณในการเลือกตั้งต่อเขตไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท หรือรวมทั้งจังหวัดอาจสูงกว่า 1,600 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าตกใจอย่างมาก
นอกจากนี้ ตนยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงผู้สมัคร ส.ส.ม้ามืดอย่างพรรคกล้าธรรมในพื้นที่โคราชว่ามีโอกาสที่จะแทรกตัวเข้ามาคว้าที่นั่ง ส.ส.นครราชสีมาได้ เนื่องจากพรรคดังกล่าวเน้นการชูโยบายด้านการเกษตรซึ่งตรงกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ที่โคราชเป็นเมืองเกษตรกรรม โดยที่ผ่านมามีการลงพื้นที่แก้ไขปัญหาเชิงรุกและให้ความช่วยเหลือประชาชนในเรื่องการเลี้ยงปลาจนเป็นที่พึงพอใจ ประกอบกับพรรคกล้าธรรมมีศักยภาพด้านงบประมาณหรือ “กระสุน” ที่ค่อนข้างสูง เห็นได้จากการจัดเวทีปราศรัยที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้พรรคการเมืองขนาดใหญ่ ซึ่งปัจจัยด้านการเข้าถึงความช่วยเหลือและงบประมาณที่พร้อมมูลนี้อาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ประชาชนตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองดังกล่าวในที่สุด
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับผู้สมัคร ส.ส.นครราชสีมา พรรคกล้าธรรมที่ ถูกจับตาว่าจะเป็นม้ามืดล้มแชมป์คว้าเก้าอี้ ส.ส.นครราชสีมาไปครองในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือผู้สมัครฯ ในเขตเลือกตั้งที่ 15 พื้นที่ อ.ด่านขุนทด อ.เทพารักษ์ และ อ.พระทองคำ(เฉพาะ ต.ทัพรั้ง และ ต.มาบกราด) เขตนี้ เดิมเก้าอี้ ส.ส.เป็นของ “รชตะ ด่านกุล” ผู้สมัครหมายเลข 5 พรรคเพื่อไทย “รชตะ” สังกัดบ้านใหญ่โรงแป้งมันเอี่ยมเฮง ฐานเสียงของ “รชตะ” อยู่ใน อ.ด่านขุนทด และ อ.เทพารักษ์เป็นหลัก
แต่เลือกตั้งครั้งนี้ “รชตะ” ต้องพบศึกหนัก เมื่อ “ผู้กองธรรมนัส พรหมเผ่า” จากพรรคกล้าธรรม ส่ง “กอล์ฟ” มารุต ชุ่มขุนทด ผู้สมัครหมายเลข 1 อดีตผู้สมัครนายก อบจ.นครราชสีมา และเจ้าของกิจการร้านกาแฟ “คลาสคาเฟ่” ลงท้าชิงเก้าอี้ โดย “มารุต” ลงพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 15 ขับเคลื่อนนโยบายด้านการเกษตรให้เห็นเป็นรูปธรรมมาสักระยะหนึ่งแล้วในฐานะคณะทำงานของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์
ส่งผลให้การแข่งขันในเขตนี้เข้มข้นขึ้นทุกวัน ต่างคนต่างเร่งซอยเท้าเข้าหาประชาชน เพื่อนำเสนอนโยบายพรรคในการแก้ปัญหาต่างๆ หวังสร้างความนิยมขอคะแนนเสียงจากชาวบ้านแบบชนิดหายใจรดต้นคอ คอการเมืองฟันธงว่าเขตนี้จะแพ้ชนะไม่ห่างกันขึ้นอยู่ว่ากระสุนดินดำของใครจะเข้าเป้ามากกว่ากัน เรียกได้ว่า แพ้ชนะกันแบบ 50:50


