ศูนย์ข่าวขอนแก่น - พ่อเมืองขอนแก่นสั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงภายใน 30 วัน หลังมีบัตรสนเท่ห์ร้องเรียนกำนัน-สารวัตรกำนัน ต.บ้านค้อเอี่ยวการเมือง มีชื่อสารวัตรกำนันเป็นผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคเป็นธรรม ตั้งกลุ่มไลน์สั่งการผู้ใหญ่บ้าน 19 หมู่บ้านไว้สื่อสารหนุนกิจกรรมพรรค ลั่นหากพบผิดจริงตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยทันที พร้อมประสาน กกต.ดำเนินการตามกฎหมาย
กรณีเพจเฟซบุ๊กบัญชีชื่อ “ชุมชนข่าวขอนแก่น” ได้โพสต์เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับข้าราชการฝ่ายปกครอง และผู้ช่วยข้าราชการฝ่ายปกครองในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนพรรคการเมือง และมีรายชื่อปรากฏในลำดับผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ของพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง และในโพสต์เดียวกันนี้มีการเผยแพร่ภาพการสนทนาผ่านแอปพลิเคชันไลน์ระหว่างผู้สมัคร ส.ส.เขต กลุ่มข้าราชการฝ่ายปกครอง และยังมีการดึงผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ 19 หมู่บ้านเข้าร่วมกลุ่ม เพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางการเมือง ที่สำคัญ ชื่อผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์รายหนึ่งยังมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยข้าราชการฝ่ายปกครอง ถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยเช่นกัน
เพจดังกล่าวยังได้ระบุรายละเอียดการร้องเรียน เช่น การตั้งกลุ่มไลน์ระหว่างฝ่ายปกครอง ผู้นำชุมชน และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส., การสั่งการหรือเอื้ออำนวยกิจกรรมและการลงพื้นที่ของผู้สมัคร, การเรียกเก็บเงินจากผู้นำชุมชนเพื่อนำไปคัดสำเนาทะเบียนราษฎร (ทร.14), การใช้ข้อมูลรายชื่อประชาชนเป็นฐานข้อมูลทางการเลือกตั้ง, การส่งผู้ช่วยข้าราชการฝ่ายปกครองเข้าร่วมกิจกรรมเปิดตัวพรรคการเมืองในวันและเวลาราชการ, การพบชื่อผู้ช่วยข้าราชการฝ่ายปกครองเป็นผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับที่ 9, การแสดงการสนับสนุนทางการเมืองผ่านไลน์กลุ่มฝ่ายปกครอง-ส.ส. รวมถึงการรวบรวมหัวคะแนนและรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ผู้ร้องเรียนยังระบุว่า การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดทั้งของข้าราชการฝ่ายปกครอง และผู้ช่วยข้าราชการฝ่ายปกครอง โดยมีลักษณะรู้เห็นเป็นใจ ส่งเสริม หรือไม่ยับยั้งการกระทำที่อาจผิดกฎหมาย เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 153 พร้อมยืนยันว่ามีหลักฐานเป็นกลุ่มไลน์ ข้อความสั่งการ ใบเสร็จรับเงิน เอกสารทะเบียนราษฎร และภาพที่ปรากฏในสื่อ แม้บางส่วนจะถูกลบออกจากโซเชียลมีเดียแล้ว แต่มีผู้บันทึกข้อมูลไว้ได้ทัน ซึ่งโพสต์ดังกล่าวถูกแชร์ออกไปเป็นจำนวนมาก และสังคมจับตาว่าจะมีการตรวจสอบอย่างจริงจังหรือไม่
นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า มีประชาชนส่งหนังสือร้องเรียนทางไปรษณีย์ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น หนังสือเพิ่งมาถึงหน้าห้องทำงาน แม้ตรวจสอบแล้วพบว่าถูกส่งมาตั้งแต่ 2 สัปดาห์ก่อน ลักษณะเป็นบัตรสนเท่ห์ จากรายละเอียดในหนังสือร้องเรียนระบุว่ามีสารวัตรกำนัน คือ นายโชคชัย จันทร์วิเศษ มีรายชื่อเป็นผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ของพรรคการเมือง “พรรคเป็นธรรม” และมีกำนันตำบลบ้านค้อ อ.เมืองขอนแก่น เป็นผู้จัดตั้งกลุ่มไลน์ชื่อ “ฝ่ายปกครองบ้านค้อ สส.” ซึ่งมีสมาชิกเป็นผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ตำบลบ้านค้อทั้ง 19 หมู่บ้าน รวมถึงผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ และผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต เขต 4 ซึ่งจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 อีก 1 รายด้วย
นายขจรเกียรติกล่าวอีกว่า แม้ตนเพิ่งเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นได้ประมาณ 2 เดือน แต่ก็ได้ย้ำกับทุกหน่วยงานมาโดยตลอดให้วางตัวเป็นกลางทางการเมือง รักใคร ชอบใคร เป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่ไม่ต้องแสดงออกในเวลาราชการ ไม่สวมเครื่องแบบ หรือใช้สัญลักษณ์ของทางราชการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง ในส่วนของกรณีการโพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์ และการสื่อสารผ่านกลุ่มไลน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นระบุว่า จะต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด ว่ามีลักษณะเข้าข่ายฝ่าฝืนระเบียบหรือกฎหมายหรือไม่
สำหรับกรณีสารวัตรกำนัน ถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ จำเป็นต้องตรวจสอบสถานะให้ชัดเจนว่าได้ลาออกจากตำแหน่งก่อนสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ โดยจะมีการประสานงานร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดหรือไม่ หากลาออกก่อนมีรายชื่อในบัญชีผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ก็ถือว่าเป็นประชาชนทั่วไป สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมาย แต่หากยังไม่ได้ลาออกและมีรายชื่อเป็นผู้สมัครตามที่มีการร้องเรียน ก็ถือว่าขัดต่อกฎหมาย ซึ่ง กกต.จะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นกล่าวยืนยันอีกว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้นายอำเภอเมืองขอนแก่นเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดภายในระยะเวลาไม่เกิน 30 วัน หากพบว่ามีการกระทำความผิดจริงจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย ซึ่งอาจมีบทลงโทษตั้งแต่การลดขั้นเงินเดือน ไปจนถึงการให้ออกจากราชการ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนของกฎหมาย พร้อมย้ำว่า แม้การร้องเรียนจะเป็นบัตรสนเท่ห์ หรือการร้องเรียนที่ผู้ร้องไม่เปิดเผยตัวตน แต่หากเป็นเรื่องเร่งด่วน หรือส่งผลกระทบต่อประชาชน จังหวัดจะไม่ละเว้น ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงทุกกรณี เพื่อรักษาความเป็นธรรม ความโปร่งใส และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการและกระบวนการเลือกตั้ง


