ฉะเชิงเทรา- กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เล็งใช้วัคซีนนำร่องคุมกำเนิดช้างป่า 5 จังหวัดภาคตะวันออก ลดความเดือดร้อนระหว่างคนและช้างป่าที่ทวีความรุนแรงจาก "วิกฤตช้างป่าล้นป่าตะวันออก”
เมื่อวันที่ 30 ต.ค.ที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊ก กรมอุทยานแห่งชาติ
โดยระบุถึงความพยายามแก้ไขปั
พร้อมเผยสถิติการสูญเสียชีวิ
และหากรวมตัวเลขระหว่างปี2561-2568 มีชาวบ้านเสียชีวิตแล้ว จำนวน209 ราย บาดเจ็บ185 ราย ขณะที่ช้างป่าก็ล้
ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของกรมอุทยานฯ ที่จะหยุดวงจรความขัดแย้งระหว่างคนและช้างป่า เพื่อลดความสูญเสียได้อย่างไรโดยเฉพาะป่ารอยต่อ5 จังหวัดภาคตะวันออก (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี สระแก้ว) ที่ทวีความรุนแรงที่สุดใน5 กลุ่มป่า ที่มีช้างอยู่อาศัยและออกนอกพื้นที่มากถึงกว่า80 จุด
จนต้องมีอาสาสมัครชาวบ้านร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ คอยทำหน้าที่ผลักดันช้างในยามค่ำคืน และล่าสุด “ช้างป่าในพื้นที่ตะวันออกมีจำนวนประชากร799 ตัว เฉพาะเขาอ่างฤาไน มี 496 ตัว
จากข้อมูลการติดตามการเคลื่อนที่ของช้างป่า ยังพบว่าช้างป่าออกมาหากินไกลจากเขตพื้นที่อนุรักษ์กว่า40 กิโลเมตร. โดย70-80% ของช้างที่ออกจากป่าแล้วจะไม่ยอมกลับเข้าป่า และอาศัยอยู่ตามหย่อมป่าเล็กๆ และออกกินพืชผลทางการเกษตรในช่วงเย็นไปจนถึงรุ่งเช้าของวันถัดไป
และแม้เจ้าหน้าที่ชุดเฝ้าระวังและผลักดันช้างป่ารวมถึงเครือข่ายอาสาสมัครภาคประชาชนจะบูรณาการสนธิกำลังร่วมกันผลักดันช้างป่าอย่างต่อเนื่อง
นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวถึงสถานการณ์ที่น่ากังวลว่า ชาวบ้านต้องสูญเสียชีวิต บางคนสูญเสียทรัพย์สิน บ้านเรือนผลผลิตทางการเกษตร บางคนต้องเข้าพื้นที่ไปเก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างหวาดระแวง หากไม่เร่งจัดการปัญหาช้างป่าในอนาคตสถานการณ์จะทวีความรุนแรงขึ้น และชาวบ้านจะเดือดร้อนสาหัสกว่านี้
โดย 1 ใน6 มาตรการแก้ปัญหาช้างป่าที่มองไกลกว่าการทำรั้วกั้นช้าง หรือแค่ปรับพฤติกรรมช้างป่าเกเรในคอกใหญ่ ก็คือการเพิ่มพื้นที่ป่า เติมแหล่งอาหาร -แหล่งน้ำ เพื่อดึงให้ช้างอยู่ในป่า และบูรณาการเครือข่ายชาวบ้านร่วมติดตามและผลักดันช้างให้กลับป่า
รวมทั้งการนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาทดสอบเพื่อสนับสนุนการผลักดันช้างป่าโดยการใช้เสียง เช่น เสียงเสือ เสียงผึ้งบิน และเสียงที่ใช้ควบคุมฝูงชน (Warning Sound) ยังรวมถึงมิติของการบรรเทาความเดือดร้อนจากช้างป่า กรมอุทยานฯ ดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาตามระเบียบกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่าด้วยการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากช้างป่า จากงบกลาง พ.ศ.2568
กรณีเสียชีวิตจะได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยารายละ500,000 บาท และกรณีทุพพลภาพ250,000 บาท ทั้งนี้ยังรวมถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินจากช้างป่าด้วย
อีกทั้ง กรมอุทยานแห่งชาติฯ ยังเริ่มมองทางออกในอนาคต โดยการใช้วัคซีนคุมกำเนิดช้างป่า SpayVac® ซึ่งมีการใช้งานจริงในช้างแอฟริกาแล้วได้ผล เป้าหมายของกรมอุทยานฯ คือการนำวัคซีนคุมกำเนิดช้างป่านำร่องเฉพาะกลุ่มป่าตะวันออก จากเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องควบคุมประชากรช้างป่าที่มีมากเกินศักยภาพของพื้นที่ในการรองรับแล้วในปัจจุบัน
โครงการนี้จับมือทำงานร่วมกับศูนย์สุขภาพช้างและสัตว์ป่า คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
“อยากให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันว่า เป็นการคุมกำเนิดช้างเพื่อให้อัตราการเพิ่มประชากรลดลง ซึ่งจำเป็นต้องทำการศึกษาวิจัย เก็บรวบรวมข้อมูลพฤติกรรม และติดตามช้างตัวเมียที่ได้รับวัคซีน ซึ่งกระบวนการควบคุมประชากรช้างป่าเป็นหนึ่งในทางการจัดการสัตว์ป่าในระดับสากล เพราะถ้าไม่เริ่มต้น อนาคตจะแก้ไขไม่ทัน” อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า กล่าว


