xs
xsm
sm
md
lg

ชาวบ้านรุกเกาะทุเรียนยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากอ่างเก็บน้ำเขื่อนคีรีธารใน 30 วัน ยันไม่มีเจตนาบุกรุกที่รัฐ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



จันทบุรี - ชาวบ้านใน อ.ขลุง จ.จันทบุรี ยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากเกาะทุเรียน บริเวณอ่างเก็บน้ำเขื่อนคีรีธาร ในเวลา 30 วันตามข้อกำหนดกระทรวงพลังงาน ยันไม่มีเจตนารุกที่รัฐแต่เพราะพื้นที่จัดสรร สปก.ไม่พอทำกิน ยันอยู่ก่อนโครงการพลังงานแทนฯ จี้ 3 หน่วยงานรัฐเร่งหาข้อสรุปที่ชัดเจน

จากกรณีที่เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2568 ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา นำโดย นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ประธานคณะกรรมาธิการฯ พร้อมคณะ ได้เดินทางลงพื้นที่อ่างเก็บน้ำคีรีธาร ต.บ่อเวฬุ อ.ขลุง จ.จันทบุรี เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการบุกรุกที่ดินบริเวณเกาะกลางอ่างเก็บน้ำ หรือที่ชาวบ้านในพื้นที่เรียกว่า “เกาะทุเรียน” หรือเกาะร้อยไร่ หลังมีกระแสข่าวกลุ่มทุนจีนเข้ามาทำการเพาะปลูกทุเรียน จนอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและกระทบต่อการผลิตกระแสำฟฟ้า ของกรมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานหรือ พพ.

แต่จากการพบพูดคุยกับชาวบ้านที่พากันเดินทางมารอที่โรงเรียนบ้านโชคดี ต.บ่อเวฬุ ของ นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไมว่าจะเป็นสำนักงานพลังงานจังหวัด กรมป่าไม้ และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้รับการยืนยันว่าไม่มีทุนจีนเข้ามาดำเนินการในพื้นที่เกาะทุเรียน และชาวบ้านต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าพื้นที่ดังกล่าวได้รับการจัดสรรจาก ส.ป.ก.

และจากการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับพบว่า พื้นที่จุดนี้มีปัญหาการทับซ้อนของแนวเขตที่ดินระหว่าง กรมป่าไม้ และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนฯ ซึ่งจำเป็นจะต้องเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้เกิดความชัดเจน และทางออกที่เป็นธรรมคือ คณะกรรมาธิการฯ จะต้องเชิญผู้เกี่ยวข้อง 3 หน่วยงานคือ กระทรวงพลังงาน กรมป่าไม้ และ ส.ป.ก.ร่วมหารือเพื่อแนวทางแก้ปัญหาตามกรอบของกฎหมาย


ขณะที่ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ได้ร้องขอให้สื่อมวลชนและประชาชนแยกแยะประเด็นที่เกิดขึ้นเป็นกรณี ๆ ไป เนื่องจากทางจังหวัดไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้ดำเนินการตรวจสอบผู้บุกรุกอย่างต่อเนื่อง พร้อมบอกว่าปัญหาหลักของพื้นที่คีรีธารคือเรื่องการทับซ้อนของแนวเขตที่ดินที่มีประชาชนเข้าทำกินก่อนรัฐจะดำเนินโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ

ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องพิจารณาแนวทางแก้ไขอย่างเป็นธรรม และการลงพื้นที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ กับ สิทธิการอยู่อาศัยและทำกินของประชาชน เพื่อให้เกิดแนวทางการจัดการที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย"

พร้อมยืนยันว่าตนเองได้มีการสั่งการให้ทุกหน่วยดูแลป่าอย่างเคร่งครัด ส่วนกรณีสื่อตีข่าวว่าพื้นที่ อ.มะขามมีการบุกรุกป่าถึง 2,000 ไร่นั้นเป็นการเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะการบุกรุกเพียง 28 ไร่และได้มีการจับกุมดำเนินคดีเรียบร้อยแล้ว ส่วนในพื้นที่ อ.แก่งหางแมว ที่มีการตรวจพบว่ามีการบุกรุกถึง 2,000 ไร่ จากการตรวจสอบแล้วพื้นที่แก่งหางแมว อยู่ในเขตป่าทั้งหมดจึงต้องทำความเข้าใจกันใหม่เนื่องจากมีการทำเกษตรกรรมมาก่อน

ส่วนทุนจีนนั้นทางจังหวัดจับตาดูอยู่และหากพบการบุกรุกหรือการกระทำที่ผิกฎหมายก็จะดำเนินการทันทีนั้น


ล่าสุดในวันนี้ ( 26 ก.พ.) ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ หรือ เสธหิ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย พล.ต.ประพนธ์ กิติญาณทรัพย์ รอง ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 4 กอ.รมน. ,พล.อ.ต.ชัยสม ร่มโพธิ์ทอง หัวหน้าสำนักงานที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม , นายมนต์สิทธิ ไพศาล ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประชุมร่วมกันเพื่อแก้แนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวที่ห้องประชุม ตากสิน ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดจันทบุรี

โดยมีข้อมูลจากการประชุมว่า กระทรวงพลังงาน ได้ขอใช้พื้นที่จากกรมป่าไม้ เพื่อดำเนินโครงการไฟฟ้าพลังน้ำคีรีธาร รวม 2 ป่า คือ ป่าตกพรหม จำนวน5,794 ไร่ และป่าปัถวี 834 ไร่ ส่วนพื้นที่โดยรอบบางส่วนได้จัดสรรเป็นที่ สปก. เพื่อให้ประชาชนทำกิน แต่พื้นที่บนเกาะในอ่างเก็บน้ำคีรีธาร ไม่ได้มีการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์แต่อย่างใด

ขณะที่ ดร.หิมาลัย เผยว่าการเดินทางลงพื้นที่ จ.จันทบุรี ในครี้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะทะเลาะกับชาวบ้านในพื้นที่ แต่เดินทางมาเพื่อช่วยกันหาทางออกกับปัญหาที่เกิดขึ้น ส่วนที่กรณีที่กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ได้แจ้งความดำเนินคดีกับผู้บุกรุกแล้ว 2 ราย และอยู่ระหว่างดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้บุกรุกอีก 15 รายนั้นในวันนี้ยังคงถือว่าทั้ง 15 รายไม่มีเจตนาบุกรุกพื้นที่ และยังสามารถเดินทางไปให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนได้



ทั้งนี้ กระทรวงพลังงาน ได้กำหนดระยะเวลา 30 วันเพื่อให้ชาวบ้านที่เข้าไปปลูกสร้างที่พักในเขตของกระทรวงฯ ออกมาจากพื้นที่ ซึ่งหากครบกำหนดแล้วยังตรวจสอบ ยังพบว่าสิ่งปลูกสร้างหรือไม่มีการรื้อสิ่งของออกจากพื้นที่ จึงจะถือว่ามีเจตนาบุกรุก และต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

“ ส่วนพื้นที่บริเวณขอบอ่างเก็บน้ำ ซึ่งเป็นพื้นที่ทับซ้อนที่ยังไม่มีการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ก็เพราะว่าทางกระทรวงฯ เกรงว่าหากวันใดที่มีฝนตกหนักและมีน้ำมาก หากมีการเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ก็อาจทำให้เกิดความเสียหายได้ แต่อย่างไรก็ตามจะต้องมีการหาทางออกร่วมกันอย่าง ว่า หากวันใดฝนตกหนักและน้ำมาก อาจจะท่วมพื้นที่ที่มีการเข้าไปทำประโยชน์ก็อาจได้รับความเสียหายได้” ดร.หิมาลัย กล่าว


ด้าน นายกรรชัย มีกระโดน ผู้ใหญ่บ้าน ม.3 ต.บ่อเวฬุ อ.ขลุง บอกว่าในวันนี้ชาวบ้าน อยากเห็นความชัดเจนของหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะกรมพลังงาน ป่าไม้ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของจังหวัดจันทบุรี เรื่องความชัดเจนในสิทธิ์ทำกินของชาวบ้าน เพราะชาวบ้านได้เข้ามาทำกินในพื้นที่แห่งนี้นานแล้ว ส่วนคำว่าทุนจีนถือป็นคำที่รุนแรงและกล่าวอ้าง ชาวบ้านในพื้นที่จึงอยากให้รัฐมอบที่ดินให้อย่างถูกต้องตามกฎหมายโดยเร็ว

“ ชาวบ้านเองก็อยากขอความเห็นใจจากคณะกรรมการฯ และหน่วยงานทุกภาคส่วน รวมทั้งกรมพลังงานฯ ป่าไม้ และ สปก. เพราะชาวบ้านไม่มีเจตนที่บุกรุกพื้นที่เกาะกลางน้ำ ซึ่งชาวบ้านที่เข้าไปทำสวนเกษตรในพื้นที่ของกระทรวงพลังงาน ก็เพราะที่ดินได้รับการจัดสรรจาก สปก.ไม่พอเลี้ยงชีพ ประกอบกับบางครอบครัวเกิดการขยายตัวจึงต้องหาที่ดินทำกินเพิ่ม แต่อย่างไรก็ตามชาวบ้านยินที่จะรื้อสิ่งปลูกสร้างที่ลงทุนเองทั้งหมดออกจากพื้นที่ในเวลา 30 วัน” ผู้ใหญ่บ้าน ม.3 ต.บ่อเวฬุ อ.ขลุง กล่าว



ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ หรือ เสธหิ


กำลังโหลดความคิดเห็น