ตราด - ทัพเรือภาค 1 ร่วม ศรชล.จับกุมเรือประมงเวียดนามรุกน่านน้ำไทย พบมีมากกว่า 10 ลำ แต่จับได้เพียงลำเดียวเหตุหนีไม่รอด แต่ยังเหิมหันหัวเรือพุ่งชนเรือหลวงเทพาจนได้รับความเสียหาย รวบ 4 ลูกเรือดำเนินคดี
เมื่อเวลา 17.00 น.วันนี้ (25 ก.พ.) เรือหลวงเทพา และเรือ ต.246 ได้ช่วยกันลากเรือประมงต่างชาติจำนวน 1 ลำ พร้อมลูกเรือประมง 4 คนเข้าเทียบท่า ณ ท่าเรืออเนกประสงค์คลองใหญ่ จ.ตราด หลังถูกจับกุมได้ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจจำเพาะของประเทศไทย เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา
การจับกุมดังกล่าวเป็นผลจากเมื่อ 24 ก.พ.2568 ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 1 ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าตรวจพบเรือประมงต่างชาติรุกล้ำเข้ามาทำการประมงในเขตน่านน้ำไทยและพบความเคลื่อนไหวมาตั้งแต่ 22 ก.พ.2568 ซึ่งพบกลุ่มเรือประมงต่างชาติประมาณ 10 ลำ ประกอบด้วยเรือประมงลากคู่ เรืออวนล้อม และเรือไดปั่นไฟ เข้ามาทำการประมงอยู่ในน่านน้ำไทย
และมีพฤติการณ์รุกล้ำเข้ามาทำประมงในห้วงเวลากลางคืน และจะออกจากพื้นที่วิ่งลงใต้ไปจอดพักคอยในเวลากลางวันของทุกวัน
ศรชล.ภาค 1 จึงขอรับการสนับสนุนเรือในบัญชีกำลัง ศรชล.ภาค 1 จาก กปช.จต. โดยเป็นเรือใน มชด./1 และอากาศยานจาก มวบ.กปก.ทรภ.1 ในการตรวจสอบในพื้นที่และกลุ่มเรือประมงดังกล่าวจนนำสู่การจับกุมเรือประมงต่างชาติ ได้จำนวน 1 ลำพร้อมลูกเรือจำนวน 4 คน ส่วนเรือประมงที่เหลือได้พากันเร่งเครื่องหนีออกนอกเขตเศรษฐกิจจำเพาะของประเทศไทย
ส่วนกรณีที่มีเรือประมงเวียดนามพุ่งชนเรือหลวงเทพา ระหว่างทำการจับกุมนั้น พล.ร.ท.อาภา ชพานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 1 และผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 พร้อมด้วย พล.ร.ต.ไชยนันท์ ชูใหม่ รองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 1 และคณะได้ร่วมกันให้ข้อมูลต่อสื่อมวลชนว่า เป็นเพราะมีเรือประมง 1 ลำที่หลบหนีไม่ทันจึงหันหัวเรือพุ่งเข้าชนเรือหลวงเทพา ที่ด้านข้างเรือจนทำให้ยุบไปส่วนหนึ่งแต่สุดท้ายถูกจับได้พร้อมลูกเรือ
โดยก่อนการจับกุมเจ้าหน้าที่ได้ยิงปืนเอ็ม 16 ขู่เพื่อให้หยุดการหลบหนี ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ดำเนินการตามหลักสากล
“กองทัพเรือจะดำเนินการอย่างเข้มงวดในการติดตามจับกุมเรือประมงเวียดนามที่ลักลอบเข้ามาทำประมงในเขตน่านน้ำไทยบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ทัพเรือภาค 2 หรืออ่าวไทยตอนล่าง ซึ่งครั้งนี้ได้เข้ามายังพื้นที่ทัพเรือภาค 1 และยังเป็นครั้งแรกในปี 2568 ที่มีการจับกุมได้ในพื้นที่ทัพเรือภาค 1 ซึ่งกองทัพเรือ จะได้ทำหนังสือแจ้งไปยังรัฐบาลและกระทรวงต่างประเทศเพื่อให้ประสานไปยังรัฐบาลเวียดนามในการดูแลในเรื่องนี้ต่อไป” พล.ร.ท.อาภา กล่าว