เพชรบุรี - “รมช.อัครา” ชูแนวคิด จับ 1 ปล่อย 100 “งานจับปลาบึกเขื่อนแก่งกระจาน” พร้อมหนุนนโยบายความมั่นคงทางอาหาร และยกระดับชุมชนประมงเป็นต้นแบบการบริหารจัดการทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน
วันนี้ (8 พ.ย.) หน่วยป้องกันและปราบปรามประมงน้ำจืดเขื่อนแก่งกระจาน อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานบริหารจัดการการทำประมงปลาบึกเขื่อนแก่งกระจาน ประจำปี พ.ศ.2567 โดยมีนายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง นางวันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชบุรี รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ชาวประมง และประชาชนเข้าร่วมงาน
นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมงานบริหารจัดการการทำประมงปลาบึกเขื่อนแก่งกระจาน ประจำปี พ.ศ.2567 กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมง จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “จับ 1 ตัว ปล่อย 100 ตัว” เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มชาวประมงผู้ทำประมงปลาบึก จำนวน 21 ราย จาก 6 ชุมชนรอบเขื่อนแก่งกระจาน สามารถทำการประมงอย่างถูกกฎหมาย ในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนมกราคมของทุกปี รวมระยะเวลา 60 วัน และจะมีการจัดกิจกรรมปล่อยพันธุ์ปลาบึกลงสู่เขื่อนแก่งกระจาน
โดยจะปล่อยจำนวน 100 เท่า ของจำนวนปลาบึกที่จับได้ เพื่อเป็นการฟื้นฟูและอนุรักษ์พันธุ์ปลาบึกให้เกิดความยั่งยืน สอดคล้องตามนโยบายความมั่นคงทางอาหารของรัฐบาล ทั้งนี้ กรมประมงได้ปล่อยปลาบึกกลับคืนสู่แก่งกระจานไปแล้วกว่า 50,000 ตัว และตั้งแต่ปี 2563 ถึงปัจจุบัน พบว่าแต่ละปีมีการจับปลาบึกจากแก่งกระจานได้ปีละประมาณ 50 ตัว ยกเว้นในปี พ.ศ.2566 ที่สามารถจับปลาบึกได้ถึง 60 ตัว สร้างรายได้ให้ชุมชนไปแล้วมากกว่า 4 ล้านบาท จึงเห็นได้ว่าปลาบึกเป็นปลาเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กลุ่มเกษตรกรได้อย่างมหาศาล รวมถึงควรขยายพันธุ์ในแหล่งน้ำตามธรรมชาติอื่นๆ ควบคู่การอนุรักษ์ เพื่อใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์น้ำให้มีกินมีใช้ และสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน”
ด้านนายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมประมงพร้อมขับเคลื่อนในรูปแบบกิจกรรมต่างๆ ตามนโยบายการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้องค์กรชุมชนและสถาบันเกษตรกรอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม เช่น ธนาคารสัตว์น้ำประจำชุมชน ศูนย์ผลิตพันธุ์ปลาประจำชุมชน และโครงการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำชุมชน
เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำให้มีกินมีใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ชาวประมงมีรายได้ ชุมชนมีความเข้มแข็งและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ต่อยอดธุรกิจจากอาชีพประมง เกิดการจัดตั้งกองทุนพัฒนาอาชีพประมง บรรเทาความเดือดร้อนให้สมาชิกในชุมชน ช่วยปลูกฝังจิตสำนึกรักษ์บ้านเกิดให้คนรุ่นใหม่ ได้เข้ามาพัฒนาชุมชนให้เกิดความยั่งยืน จนสามารถพัฒนาสู่การเป็นชุมชนประมงต้นแบบด้านการบริหารจัดการทรัพยากรประมง เป็นแหล่งเรียนรู้ศึกษาดูงาน และขยายผลต่อยอดโครงการ เป็นโมเดลไปสู่ชุมชนอื่นๆ ต่อไป
นอกจากนั้น ได้ร่วมปล่อยพันธุ์ปลาบึก 12,200 ตัว พันธุ์ปลาตะเพียน 100,000 ตัว ปลาตุ้ม 1,000,000 ตัว และพันธุ์กุ้งก้ามกราม 1,000,000 ตัว รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,112,200 ตัว ลงสู่เขื่อนแก่งกระจาน


