กาญจนบุรี - กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โดยกองคดีเทคโนโลยีสารสนเทศ ร่วมกับ เจ้าหน้าที่การไฟฟ้า และเจ้าหน้าที่ตำรวจ บุกทลายเหมืองบิตคอยน์ในพื้นที่อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี หลังลักลอบใช้ไฟหลวง สร้างความเสียหายกว่า 100 ล้านบาทต่อปี
วันนี้ (9 ต.ค.) พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ รองอธิบดีกรมสอบสวนพิเศษ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมสอบสวนพิเศษ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ นายธนะ โชติพระสมบัติ ผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเขต 3 ภาคกลางจังหวัดนครปฐม พ.ต.ท.ธีรพงษ์ บุญชูวงศ์ รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.ท่าม่วง นายวาทิต มาไพศาลสิน ปลัดอาวุโสอำเภอท่าม่วง นายธราพงษ์ ทองจรัส ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง สมาชิก อส. สังกัดร้อย อส.อ.ท่าม่วงที่ 5 และเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สาขาท่าม่วง ร่วมลงพื้นที่ตรวจค้นการกระทำความผิดเกี่ยวกับเทคโนโลยีพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี หลังได้รับแจ้งจากการไฟฟ้าว่ามีการลักลอบใช้ไฟฟ้าทำเหมืองขุดบิตคอยน์กว่า 10 จุด
โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นสถานที่บ้านเช่าและอาคารพาณิชย์ต้องสงสัยว่ามีการลักลอบใช้กระแสไฟฟ้า จำนวน 15 แห่ง ในพื้นที่อำเภอท่าม่วง จากการตรวจค้นปรากฏว่าพบเครื่องขุดบิตคอยน์ที่ใช้ในการลักลอบต่อไฟตรงเข้าตัวอาคารโดยไม่ผ่านมิเตอร์วัดไฟ จำนวนประมาณ 300 เครื่อง อันเป็นการลักลอบใช้กระแสไฟฟ้า ทำให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเกิดความเสียหายมูลค่ากว่า 100 ล้านบาทต่อปี
เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการยึดเครื่องขุดบิตคอยน์และมิเตอร์ไฟฟ้าไว้เพื่อตรวจสอบ โดยเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) จะได้ดำเนินการขยายผลเพื่อหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีต่อไป
ทั้งนี้ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ รองอธิบดีกรมสอบสวนพิเศษ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมสอบสวนพิเศษ เปิดเผยว่า ทาง DSI ร่วมกับเจ้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าม่วง และฝ่ายปกครอง อ.ท่าม่วง ลงพื้นที่ตรวจค้นบ้านเป้าหมายซึ่งพบเบาะแสจากการไฟฟ้าว่าน่าจะมีการลับลอบใช้ไฟฟ้าเพื่อขุดเงินดิจิทัล
จึงได้นำกำลังพร้อมหมายค้นคดีอาญาจากศาลจังหวัดกาญจนบุรี เข้าตรวจค้นจำนวนกว่า 10 จุด ซึ่งจากการตรวจค้นพบว่ากลุ่มผู้กระทำความผิดมีการดัดแปลงมิเตอร์ไฟฟ้า รวมทั้งอุปกรณ์ต่างๆ ทำให้มิเตอร์ไฟฟ้ามีการทำงานช้าลงอ่านค่าผิดพลาดน้อยกว่าการใช้งานจริงโดยจ่ายค่าไฟฟ้าเดือนละหลักร้อยต่างจากการใช้งานจริง ซึ่งในแต่ละเดือนจะต้องชำระค่าไฟฟ้าเดือนละกว่า 250,000 บาท
ทั้งนี้ จากการสืบสวนกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานลักทรัพย์และลักทรัพย์ในเวลากลางคืน เบื้องต้นได้ทำการยึดของกลางเพื่อนำไปตรวจสอบและขยายผลสืบสวนสอบสวนคดีเพิ่มเติมต่อไป