ศูนย์ข่าวศรีราชา - ฉลุยไร้ต้าน เวทีประชาคมเตรียมจัดตั้งโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม ต.บ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ชาวบ้านกว่า 300 คน ใน 6 ตำบล 2 จังหวัดทั้งชลบุรี และระยอง ผู้มีส่วนได้เสียร่วมฟังการนำเสนอการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและมาตรการติดตามตรวจสอบ ขณะผู้นำชุมชนบ่อวินเผยปัญหาขยะในพื้นที่เริ่มสูงขึ้นตามการขยายตัวเมือง
วันนี้ (28 ธ.ค.) บริษัท พาวเวอร์ วัตต์ 1 จำกัด (เจ้าของโครงการ)ได้มอบหมายให้บริษัท ทีแอลที คอนซัลแตนส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ให้เป็นผู้ดำเนินการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะอุตสาหกรรม ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ขลบุรี 1 ในเขตการปกครองของเทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ที่มีพื้นที่ศึกษารัศมี 3 กิโลเมตรจากขอบเขตพื้นที่โครงการครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของเทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์ ต.บ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี และ ต.มาบยางพร อ.ปลวกแดง จ.ระยอง ได้จัดให้มีการประชุมรับฟังความเห็นและทำความเข้าใจกับประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียในโครงการดังกล่าว ที่ห้องประชุมเทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์
เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ และนำเสนอผลการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และ (ร่าง) มาตรการแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม
โดยมี นายอาคมเจตน์ พันเฉลิมชัยโชค นายกเทศมนตรีเทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์ พร้อมด้วย น.ส.นริศรา ทิพยางกูร ปลัดอาวุโสอำเภอศรีราชา กำนัน ผู้ใหญ่ ผู้นำชุมชุม และกลุ่มตัวแทนภาคประชาชนกว่า 300 คนในพื้นที่หมู่ 3, 4, 5, 6 และ 8 ต.บ่อวิน และพื้นที่ ม.4 ต.มาบยางพร อ.ปลวกแดง จ.ระยอง เข้าร่วม
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจัดประชุมรับฟังความเห็นเกี่ยวกับการเตรียมจัดตั้งโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม ของบริษัท พาวเวอร์วัตต์ 1 จำกัด ไร้ซึ่งการคัดค้านและต่อต้านจากกลุ่มประชาชนในพื้นที่ แม้ทางเทศบาลจะได้ขอความร่วมมือไปยัง สภ.หนองขาม เพื่อให้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าดูแลความเรียบร้อยจำนวนหลายสิบนาย แต่ไม่ปรากฏว่ามีเหตุการณ์รุนแรงเหมือนกับ 2 เวทีประชาคมซึ่งจัดขึ้นที่ จ.ระยอง และปราจีนบุรี แต่อย่างใด
สำหรับโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรมแห่งนี้มีการใช้เชื้อเพลิงจากขยะอุตสาหกรรมที่ยังไม่ถึงขั้นเป็นขยะ แต่เป็นเพียงเศษวัสดุที่เหลือใช้จากการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม เช่น เศษกระดาษ เศษไม้ เศษผ้า เศษยาง เศษหนังและพลาสติก ซึ่งไม่ใช่ขยะพิษเป็นเชื้อเพลิง
โดยมีกระบวนผลิต SRF (Solid Recovered Fuel) กล่าวคือ มีการคัดแยกขยะหรือเศษวัสดุที่ไม่ใช้แล้วเข้ากระบวนการสับหรือตัดให้ละเอียดก่อนอัดก้อนในกระบวนการผลิต SRF ที่ควบคุมความชื้นไม่เกิน 20% จึงง่ายต่อการเผาไหม้ในส่วนของเทคโนโลยีผลิตกระแสไฟฟ้า
และใช้ระบบความร้อนด้วยการเผาไหม้ นำความร้อนที่ได้ไปต้มน้ำ เพื่อนำไอน้ำไปกำเนิดกระแสไฟฟ้า โดยใช้วิธีแบบตะกรับเคลื่อนที่หรือ Step Grate ซึ่งจะให้ความร้อน 850-1,100 องศาC ทำให้การเผาไหม้สมบูรณ์ ไม่เกิดควันหรือคาร์บอนไดออกไซด์ สามารถควบคุมการเกิดสารไดออกซิน (Dioxin)และออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) ได้ กระบวนการผลิตของโรงไฟฟ้าแห่งนี้มีการควบคุมทุกขั้นตอน โดยเฉพาะเผาไหม้ที่ใช้อุณหภูมิที่สูง ทำให้เกิดการเผาไหม้สมบูรณ์ไม่มีควัน
สำหรับโรงงานไฟฟ้าแห่งนี้ยังใช้ระบบเทคโนโลยีควบคุมมลสารหรือมลพิษทางอากาศไว้ทุกขั้นตอน และมีการติดตั้งระบบ CEMs เพื่อตรวจวัดปริมาณมลพิษทางอากาศ 24 ชม.ซึ่งมีอยู่ 2 จุดคือ หน้าโรงไฟฟ้า และที่สำนักงานการนิคมอุตสาหกรรมนครหลวง จึงกล้ายืนยันได้ว่า กระบวนการผลิตดังกล่าวยังสามารถควบคุมมลสารทางอากาศได้ เช่น ค่า Nox, SOx, TSP,HCI และไดออกซิน ตามที่กฎหมายกำหนด
และยังที่นำมาใช้ในกระบวนการผลิตไฟฟ้า เป็นน้ำประปาจากนิคมฯ โดยจะมีการใช้น้ำ 1,000 ลบ.ม.ต่อวัน หลังจากผ่านกระบวนการต้มและนำไอน้ำไปปั่นกังหันกำเนินไฟฟ้า (Turbine Generator) และส่งต่อไป หม้อแปลงไฟฟ้า (Electrical transformer) เพื่อผลิตไฟฟ้า น้ำที่เหลือจากกระบวนการผลิตจะถูกนำไปใช้หมุนเวียนในระบบต่อไป ซึ่งจะไม่มีการปล่อยน้ำที่ผ่านระบบออกสู่นอกโรงงานไฟฟ้า ส่วนเถ้าที่เกิดจากการเผาไหม้ ทางบริษัทจะนำไปกำจัดยังหน่วยงานที่ได้รับอนุญาตตามที่กฎหมายกำหนด
โรงไฟฟ้าให้แห่งนี้ยังใช้วัสดุเชื้อเพลิงต่อวันประมาณ 200 ตัน มีการเดินเครื่องตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งใน 1 ปีจะหยุดเพียง 3 ครั้งเพื่อตรวจเช็กและซ่อมบำรุงอุปกรณ์ โดยมีกำลังผลิตไฟฟ้า 7 เมกะวัตต์ แบ่งขายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 5.5 เมกะวัตต์ ที่เหลือไว้ใช้ภายในโรงงาน
ส่วนประโยชน์ที่ชุมชนจะได้รับจากโรงไฟฟ้าคือ การเพิ่มอัตราการจ้างงาน สร้างรายได้ในชุมชน และสร้างความเจริญให้คนในพื้นที่กว่า 80% และยังเสียภาษีบำรงพื้นที่ โดยเฉพาะภาษีโรงเรือนให้ท้องถิ่นได้พัฒนาพื้นที่ของตนเอง และที่สำคัญยังมีกองทุนพัฒนาไฟฟ้าโดยทางบริษัทบริจาคให้ปีละ 600,000 บาทหรือตามกฎหมายกำหนด ถือเป็นการคืนกำไรให้พื้นที่
ปัจจุบัน บริษัท พาวเวอร์ วัตต์ 1 จำกัด มีโรงไฟฟ้าอยู่ในเครือ 3 แห่ง ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าใน จ.พระนครศรีอยุธยา โรงไฟฟ้าที่ จ.สระบุรี และโรงไฟฟ้าที่ จ.พิจิตร สำหรับโครงการที่จะพัฒนาโรงไฟฟ้าแห่งที่ 4 ตั้งอยู่ในพื้นที่ ต.บ่อวิน จ.ชลบุรี
ขณะที่ นายชูชาติ ภู่ทอง ประธานชุมชนนิคมบ่อวิน เผยว่า การเตรียมจัดตั้งโรงไฟฟ้าขยะในพื้นที่เบื้องต้นลูกบ้านในชุมชนต่างมีความกังวลเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อได้มีการประสานไปยังเจ้าของโครงงานเพื่อนำประชาชนเข้าเยี่ยมชมโรงงานที่ จ.พระนครศรีอยุธยา คลายความกังวลลงไปได้มาก ซึ่งในครั้งแรกชาวบ้านคิดว่าเป็นการนำขยะครัวเรือนมาใช้ แต่แท้จริงนั้นเป็นการใช้ขยะจากเศษวัสดุต่างๆ มาใช้จึงคลายความวิตกกังวลลงได้
และจากการรับฟังการชี้แจงกระบวนการผลิตในวันนี้จะนำไปชี้แจงกับประชาชนบางส่วนที่ยังมีความกังวลอยู่ ซึ่งปัญหาขนะในเขตบ่อวิน วันนี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ จากการขยายตัวของเมือง ซึ่งการมีโรงงานขยะอุตสาหกรรมในพื้นที่จะช่วยลดปริมาณขยะจากเศษวัสดุเหลือใช้


