xs
xsm
sm
md
lg

ชาวบ้านโวยผู้รับเหมาสร้างเฟส 3 ไม่ทำตาม EHIA ด้านท่าเรือแหลมฉบังไม่นิ่งนอนใจไล่บี้ให้เร่งแก้ไข

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ศูนย์ข่าวศรีราชา - ชาวบ้านโวยผู้รับเหมาโครงการก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ไม่ทำตามรายงาน EHIA ส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในทะเล ด้านผู้บริหารท่าเรือแหลมฉบังไม่นิ่งนอนใจเร่งติดตามการดำเนินงาน พร้อมไล่บี้ผู้รับเหมาเร่งรัดแก้ไขให้ถูกต้องโดยเร็ว เพื่อสร้างความมั่นใจให้ชุมชน

วันที่ (12 ม.ค.) นายสนธิ คชวัฒน์ ประธานคณะกรรมการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบังขั้นที่ 3 เป็นประธานการประชุมติดตามผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินการถมทะเล การขุดลอกและทิ้งตะกอนดินในการก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบังขั้นที่ 3 ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานราชการในพื้นที่ ภาคประชาชน กลุ่มประมง นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม กรมเจ้าท่า สำนักงานทรัพยากรสิ่งแวดล้อมจังหวัดชลบุรี (ทสจ.) สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ผู้จัดการโครงการกลุ่มที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้าง ผู้รับเหมาก่อสร้างส่วนที่ 1 บริษัทผู้ตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมระหว่างการก่อสร้าง ณ ห้องแตรทอง 1 ศูนย์สวัสดิการท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งในที่ประชุมวันนี้ได้มีการพูดคุยถึงปัญหาในหลายประเด็น

หลักๆ คือปัญหาผลกระทบ เนื่องจากที่ผ่านมาทางคณะอนุกรรมการฯ ได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้าน เนื่องจากผู้รับเหมาก่อสร้างได้ทำการถมทรายและหินลงในทะเลในพื้นที่ติดกับชายทะเล โดยยังไม่มีการสร้างคันล้อมพื้นที่ E0 ก่อน ซึ่งในรายงาน EHIA ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและเป็นเงื่อนไขท้ายใบอนุญาตจากกรมเจ้าท่าด้วยได้กำหนดให้พื้นที่ถมทะเลบริเวณท่าเรือ E0, F1, F2 และพื้นที่ที่พัฒนาในอนาคตต้องดำเนินการถมทะเลในพื้นที่ปิดล้อมแล้วเท่านั้น ซึ่งผู้รับเหมายังทำคันล้อมด้วยหินไม่ครบ แต่ได้มีการถมทรายจากการขุดลอกลงไปจำนวนมาก

ทำให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมโดยรอบ ซึ่งได้มีการสอบถามความเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมเจ้าท่า ทสจ.ชลบุรี สผ. และผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและภาคประชาชน ทุกฝ่ายเห็นว่าผู้ก่อสร้างทำผิดเงื่อนไขในรายงาน EHIA และหากจะขอเปลี่ยนแปลงมาตรการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมดังกล่าวนอกจากที่กำหนดไว้ต้องทำเรื่องขออนุญาตจากกรมเจ้าท่า และ สผ.ก่อน ไม่ใช่ดำเนินการไปแล้วมาขออนุญาตทีหลัง จึงมีมติให้หยุดการถมทะเลในพื้นที่ E0 ก่อนจนกว่าจะได้รับอนุญาตการขอเปลี่ยนแปลงมาตรการที่กำหนดไว้ในรายงาน EHIA จากกรมเจ้าท่า หรือจาก สผ.ก่อน

สำหรับการตรวจวัดปริมาณตะกอนแขวนลอยบริเวณบ่อตกตะกอนชั่วคราว เนื่องจากมีการนำดินตะกอนที่สะสมไว้มาทิ้งในบ่อตกตะกอนในทะเลชั่วคราว ซึ่งข้อกำหนดในรายงาน EHIA จะต้องทำคันล้อมรอบบ่อตกตะกอนในทะเลชั่วคราวก่อน แต่ผู้ก่อสร้างอ้างว่าจะทำให้งานล่าช้าจึงขออนุญาตจากกรมเจ้าท่าขอนำตะกอนมาทิ้งโดยติดม่านกันตะกอน 2 ชั้น ล้อมรอบ และจะเริ่มก่อสร้างคันล้อมด้วยหินไปด้วย ซึ่งได้รับอนุญาตจากกรมเจ้าท่า โดยมีเงื่อนไขต้องทำการตรวจวัดปริมาณสารแขวนลอยอย่างน้อย 2 จุดโดยรอบม่านกันตะกอนทกๆ 4 ชั่วโมง หากมีค่าเกินค่ามาตรฐานที่กำหนดคือ 89 มก.ต่อลิตร จะต้องหยุดทิ้งตะกอนทันที ที่ผ่านมาผู้ก่อสร้างทำการตรวจวัดเองมาโดยตลอดและไม่เคยมีค่าเกินค่าที่กำหนดเลย แต่มีกลุ่มประมงแจ้งว่ามีปัญหาสารแขวนลอยทำให้น้ำขุ่นมาตลอด

นอกจากนี้ ตามกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมจะต้องให้คนกลาง หรือ Third party ที่มีห้องทดลองที่ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานราชการเท่านั้นมาทำการตรวจวัดและวิเคราะห์ คณะกรรมการได้แจ้งเรื่องนี้ให้ดำเนินการมามากกว่า 2 เดือนแล้ว แต่ผู้ก่อสร้างก็เพิกเฉย ดังนั้น คณะกรรมการจึงมีมติให้หยุดการดำเนินการทิ้งตะกอนในบ่อตกตะกอนชั่วคราวในทะเลไว้ก่อน จนกว่าจะจัดให้มีคนกลาง หรือ Third party ที่มีห้องทดลองขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานราชการมาทำการตรวจวัดตามมาตรการดังกล่าว

นอกจากนี้ คณะกรรมการจะแจ้งผลการประชุมไปยังการท่าเรือแห่งประเทศไทยเพื่อขอให้ระงับการถมทะเลตรงพื้นที่ติดชายฝั่งหรือ E0 และระงับการทิ้งตะกอนในบ่อตกตะกอนในทะเลชั่วคราวจนกว่าจะได้ดำเนินการให้ถูกกฎหมายต่อไป ส่วนการก่อสร้างอื่นๆ สามารถดำเนินการได้ตามปกติ

นายวีรชาติ พุทธรักษา ผู้อำนวยการสำนักปฏิบัติการ ท่าเรือแหลมฉบัง กล่าวว่า ตนเอง ในฐานะตัวแทนท่าเรือแหลมฉบัง สำหรับกรณีดังกล่าวหลังจากที่ได้ฟังการชี้แจงของฝ่ายต่างๆ ว่าผู้รับเหมาไม่ได้ดำเนินการตามกระบวนการของสิ่งแวดล้อม ซึ่งท่าเรือแหลมฉบังตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว เพราะท่าเรือแหลมฉบังอยู่ร่วมกับชุมชน ดังนั้นปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้ไปกว่าการก่อสร้างโครงการพัฒนาท่าเรือระยะที่ 3 ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะต้องเดินไปด้วยกันให้ได้

ขณะนี้ทางบริษัทฯ ยังไม่ได้ดำเนินการตามกระบวนการด้านสิ่งแวดล้อมในบางประเด็น ซึ่งชุมชนและชาวบ้านต่างมีความกังวลใจ ดังนั้น ทางท่าเรือแหลมฉบังได้เร่งรัดให้ทุกส่วนงานที่เกี่ยวข้องที่ยังไม่ได้ดำเนินการตามมาตรการที่วางไว้ จะต้องเร่งดำเนินการให้เห็นผลโดยเร็วที่สุด เพื่อคลายความกังวลให้ชุมชนและชาวบ้าน อีกทั้งเพื่อไม่ให้โครงการก่อสร้างล่าช้าไปกว่ากำหนดซึ่งจะส่งผลเสียตามมาอีกมากมายในแง่ของการพัฒนาประเทศ ซึ่งทางท่าเรือไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้กำชับให้ทางผู้ก่อสร้างดำเนินการตาม รายงาน EHIA อย่างเคร่งครัด ซึ่งท่าเรือแหลมฉบังหวังให้โครงการดำเนินการก่อสร้างเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและถูกต้อง

ดร.สมนึก จงมีวศิน นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมของภาคตะวันออก กล่าวถึงการดำเนินโครงการก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ว่าโครางการดังกล่าว โดยภาคประชาชน ภาครัฐโดยกรมเจ้าท่า และบริษัทที่ปรึกษาได้ร่วมกันทำรายการผลกระทบ EHIA ร่วมกัน และจบกระบวนการอย่างชัดเจนเป็นที่เรียบร้อย แต่เมื่อถึงในช่วงการก่อสร้างนั้นมีความล่าช้า โดยที่บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างและบริษัทที่ปรึกษาที่ดูแลโครงการมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในมาตรการหลายส่วน โดยเฉพาะกรมเจ้าท่าได้รับทราบในการเปลี่ยนแปลงและได้อนุญาต พร้อมแจ้งข้อมูลให้สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวทางท่าเรือแหลมฉบังได้รับหนังสือตอบกลับจากกรมเจ้าท่าเป็นที่เรียบร้อยเช่นกัน และอย่างไรก็ตามทาง สผ.จะต้องไปติดตามเรื่องและแจ้งให้ภาคประชาชนได้รับทราบ

สำหรับการดำเนินการในขณะนี้เริ่มมีปัญหาและผลกระทบ โดยกรมเจ้าท่ามีคำสั่งให้เปลี่ยนแปลงได้ แต่จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด เช่น ความขุ่นของน้ำ นอกจากนั้น พื้นที่บริเวณ E0 จะต้องทำเขื่อนคันล้อมให้เสร็จสมบูรณ์เสียก่อน ก่อนจะนำเลนมาทิ้ง ซึ่งไม่มีการดำเนินการ ที่สำคัญไม่แจ้งให้ สผ.ทราบ ทั้งๆ ที่ สผ.เป็นผู้ดูแลมาตรการดังกล่าว โดยหากมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในรายงาน EHIA หรือที่กรมเจ้าท่าและคณะกรรมการที่มีภาคประชาชนอยู่ด้วย เพื่อร่วมกันวางแนวทางที่ชัดเจน ดังนั้นจึงเป็นปัญหาสำคัญในการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ดังกล่าว

"โครงการดังกล่าวจะต้องเร่งดำเนินการ แต่ไม่ทำตามาตรการที่วางไว้ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง โครงการจะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับบริษัทฯ และไม่เกี่ยวกับภาคประชาชน แต่หากเร่งรัดเกินไปต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่"

ดร.สมนึก กล่าวอีกว่า ทางบริษัทฯ ไม่มีการเรียนรู้จากการก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบังเฟส 1 และเฟส 2 ซึ่งมีปัญหาอะไรบ้าง และมาตรการต่างๆ ที่วางไว้มีการปฏิบัติตามมาตรการนั้นหรือไม่ หากขณะนี้ไม่ได้ดำเนินการให้ตรงตามมาตรการก็ไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้ตรงหรือถูกต้อง ปัจจุบัน ปัญหาต่างๆ เริ่มบานปลาย ตนขอให้โครงการดังกล่าว หยุดไปก่อน เพื่อให้ข้อตกลงหรือแนวทางต่างๆ ที่วางไว้แก้ไขให้ถูกต้อง เพราะไม่เช่นนั้น คณะกรรมการฯ หรือนักวิชาการที่มีความรู้ความสามารถจะเป็นหนังหน้าไฟ รองรับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั้งๆ ที่มันไม่ถูกต้อง








กำลังโหลดความคิดเห็น