จันทบุรี - มาแน่ 23 พ.ย.นี้ ชาวสวนภาคตะวันออกประกาศรวมตัวแสดงพลังปกป้องทุเรียนไทยก่อนผลผลิตปี 66 ออกสู่ตลาด ยื่นหนังสือผู้ว่าฯ จันท์ นายกรัฐมนตรีจี้หน่วยงานเกี่ยวข้องแก้ปัญหาทุเรียนอ่อน ลอบขายสิทธิ GAP ให้บุคคลที่ 3 ร้องดึง ผอ.สวพ.6 กลับพื้นที่
วันนี้ (18 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก นายสัญชัย โกสัลล์วัฒนา อดีตนายกสมาคมผู้ผลิตทุเรียนไทย ว่า ในเวลา 13.00 น.วันที่ 23 พ.ย.ที่จะถึงนี้ กลุ่มเกษตรกรและเครือข่ายผู้ปลูกทุเรียน รวมทั้งกลุ่มชาวสวนผลไม้ภาคตะวันออกทั้ง จ.จันทบุรี ตราด ระยอง และสระแก้ว และ “กลุ่มทำสวนเอาเงิน ไม่ได้เอาเงินทำสวน” ประมาณ 1,000 คน จะ เดินทางไปศาลากลางจังหวัดจันทบุรี เพื่อยื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัด เรียกร้องให้ร่วมหาทางแก้ไขการค้าทุเรียนอ่อน และการลักลอบนำสิทธิ GAP ของชาวสวนขายให้บุคคลที่ 3
รวมทั้งการหาแนวทางดึงตัว นายชลธี นุ่มหนู ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขต 6 (สวพ.6) กลับคืนพื้นที่หลังถูกคำสั่งโยกย้ายจากกรมวิชาการเกษตร
นอกจากนั้น ยังจะยื่นหนังสือต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้หน่วยงานรัฐกำหนดนโยบายแก้ไขปัญหาทุเรียนอ่อนและทุเรียนสวมสิทธิอย่างจริงจัง โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเปิดเว็บไซต์เพื่ออำนวยความสะดวกให้เจ้าของสวนทุเรียนสามารถตรวจสอบสิทธิ GAP ได้ด้วยตัวเอง หลังพบว่าขณะนี้ได้มีกลุ่มบุคคลลักลอบนำสิทธิ GAP ของชาวสวนไปขายให้บุคคลที่ 3
“วันที่ 23 พ.ย.นี้จะเป็นการแสดงพลังของชาวสวนภาคตะวันออก เพื่อส่งสัญญาณไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งแก้ปัญหาที่เรียกร้องก่อนที่ผลผลิตทุเรียนปี 2566 ที่จะออกสู่ตลาดจำนวนมาก โดยขอให้หน่วยงานภาครัฐเข้มข้นในการตรวจสอบคุณภาพทุเรียนส่งออกที่จะต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกับที่ ผอ.ชลธี ซึ่งเป็นผู้ที่ตรวจจับทุเรียนอ่อน ทุเรียนสวมสิทธิ ซึ่งคำสั่งให้ย้ายออกจากพื้นที่ได้ทำไว้ ”
อดีตนายกสมาคมผู้ผลิตทุเรียนไทย ยังบอกอีกว่า เรื่องของทุเรียนอ่อน ทุเรียนสวมสิทธิที่เกิดขึ้นมากในพื้นที่ภาคตะวันออกได้ทำให้ชาวสวน และคนเมืองจันท์ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากเป็นแหล่งส่งออกทุเรียนรายใหญ่ ซึ่งเมื่อพบผู้ประกอบการทำผิดเพียงไม่กี่รายจะถูกเหมารวมว่าผู้ประกอบการรายอื่นอาจมีพฤติกรรมเช่นนั้นด้วย
และยังบอกอีกว่าในปี 2565 ที่ผ่านมา สวพ.6 มีแนวทางการควบคุมคุณภาพทุเรียนอ่อนเพื่อป้องกันไม่ให้ออกสู่ตลาดได้เป็นอย่างดี จนทำให้ได้รับคำชมจากประเทศผู้ซื้อปลายทางที่ว่าไม่เคยได้รับประทานทุเรียนอร่อยเช่นนี้มาก่อน นั่นหมายถึงกระบวนการตรวจสอบ และการควบคุมคุณภาพของภาครัฐดีมาก ดังนั้น ปีผลผลิต 2566 นี้จึงต้องรักษามาตรฐานไม่ให้ต่ำกว่าเดิม
ส่วนเรื่องทุเรียนสวมสิทธิ ชาวสวนภาคตะวันออกได้ประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่า ไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นในปี 2566 เนื่องจากปี 2565 ที่ผ่านมา ผลไม้ภาคตะวันออกได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก
“เรื่องสำคัญที่จะยื่นหนังสือในวันที่ 23 พ.ย. คือการขอให้ภาครัฐเปิดเว็บไซต์เพื่อให้เกษตรกรสามารถตรวจสอบสิทธิใบ GAP ของตัวเองแบบสาธารณะ เพราะปัจจุบันพบว่ามีการนำใบ GAP ของชาวสวนหลายคนไปสวมสิทธิส่งออกทุเรียนจากพื้นที่อื่น โดยเฉพาะในประเทศที่ปลูกทุเรียนอยู่รอบไทย ซึ่งใบ GAP ที่ถูกนำไปขายสิทธิในต่างประเทศมีราคาสูงถึงใบละ 100,000-500,000 บาท และเรื่องนี้คนในวงการทุเรียนรู้กันหมด เพราะมีบุคคลบางกลุ่มดำเนินการ และได้ประโยชน์ และหากมีการเผยแพร่ให้สามารถตรวจสอบได้ชาวสวนซึ่งเจ้าของใบ GAP จะได้ทราบว่าสิทธิของตัวเองมีใครนำไปใช้บ้าง”
นายสัญชัย ยังได้ยกตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้านที่เพิ่งได้สิทธิในการส่งออกทุเรียน และประชาชนในประเทศนั้นมีพื้นที่ปลูกทุเรียนแค่ครอบครัวละไม่เกิน 5 ไร่ แต่สาเหตุที่ทำให้สามารถส่งออกทุเรียนได้ในปริมาณมากเพราะมีการนำ GAP ชาวสวนของไทยไปสวมสิทธิเพื่อการส่งออก
ดังนั้น หน่วยงานภาครัฐจะต้องเตรียมการแก้ปัญหาในเรื่องระบบขนส่งแต่เนิ่นๆ โดยให้พิจารณาจากปัญหาการส่งออกทุเรียนในปี 2565 ที่ไม่คล่องตัวเท่าที่ควร เนื่องจากมาตรการควบคุมการระบาดของโควิด-19 ของประเทศปลายทาง จึงทำให้ไทยได้รับผลกระทบจากการปิดด่านชายแดน


