ศูนย์ข่าวศรีราชา - ภาคธุรกิจท่องเที่ยวเมืองพัทยา มั่นใจ 1 พ.ย.นี้ เปิดเมืองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติฉลุย จากปัจจัยบวกรอบด้านโดยเฉพาะการประกาศลดเงื่อนไขกักตัวของ ศบศ.ที่จะช่วยสร้างแรงจูงใจในการเดินทางท่องเที่ยวได้มากขึ้น เชื่อไตรมาส 4 เศรษฐกิจส่อแววฟื้น
ภายหลังจากที่ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ หรือ ศบศ. ได้พิจารณาผ่อนคลายมาตรการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบไม่กักตัวตามแผนในระยะที่ 2 ที่จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.นี้ โดยกำหนดให้พื้นที่ 5 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพฯ ชลบุรี (เมืองพัทยา อ.บางละมุง อ.สัตหีบ) เชียงใหม่ (อ.เมือง อ.แม่แตง อ.แม่ริม อ.ดอยเต่า) เพชรบุรี (ชะอำ) และประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน) ต้องปฏิบัติภายใต้มาตรฐานเดียวกันหรือ “One SOP One System” (OSOS)
เพื่อต่อยอดความสำเร็จจากโครงการ “ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์” ที่เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติซึ่งฉีดวัคซีนครบโดส และมีผลตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยวิธี RT-PCR เป็นลบหรือไม่ติดเชื้อ ให้สามารถท่องเที่ยวได้แบบไม่ต้องถูกกักตัวในรูปแบบของ “Sealed Area” หรือเที่ยวในพื้นที่จำกัดนั้น
วันนี้ (1 ต.ค.) นายบุญอนันต์ พัฒนสิน นายกสมาคมนักธุรกิจและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา ได้ออกมาขอบคุณรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งได้รับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนในเมืองพัทยาที่จัดทำโครงการ Pattaya Moves on เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่หลังซบเซามานานจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
พร้อมยังยืนยันว่า ปัจจุบันเมืองพัทยา ได้ดำเนินการจัดสรรวัคซีนให้ประชาชนครบ 2 โดสตามเป้าหมายที่กำหนด 70% ของจำนวนประชากรทั้งหมดแล้ว จึงเชื่อว่าจะสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามาพักผ่อนในช่วงเวลาดังกล่าวได้เป็นอย่างดี
"ขณะที่การประกาศลดระยะเวลาการกักตัวจาก 14 วันเหลือเพียง 7 วัน สำหรับนักท่องเที่ยวทีฉีดวัคซีนครบ 2 โดส และมีผลการตรวจ RT-PCR เป็นลบหรือไม่ติดเชื้อ ซึ่งจะสามารถท่องเที่ยวได้ในพื้นที่ Blue Zone หรือ Sealed Area ในพื้นที่เมืองพัทยา-สัตหีบ (เฉพาะตำบลนาจอมเทียน และบางเสร่) และเมื่อหลังครบกำหนดจะต้องตรวจหาเชื้ออีกครั้งซึ่งหากเมื่อผลเป็นลบจึงจะสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ทั่วประเทศนั้น ถือเป็นการสร้างความสนใจและแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดีเช่นกัน"
นายกสมาคมนักธุรกิจและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา ยังเผยอีกว่า ปัจจุบันภาคธุรกิจท่องเที่ยวในเมืองพัทยา มีความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ ทั้งการจัดทำแผนการตลาด การประสานกลุ่ม Agent ทัวร์ สายการบิน และบริษัทนำเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ
โดยเชื่อว่ากลุ่มประเทศที่ให้ความสนใจที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวในเมืองพัทยาน่าจะยังเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวจากรัสเซีย และอินเดีย
"หวังว่าหลังเปิดเมืองรับนักท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 พ.ย.นี้ สถานการณ์การท่องเที่ยวของเมืองพัทยาที่ซบเซามานานจะกลับมามีสีสันและเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวขึ้นอีกครั้งในช่วงไตรมาสที่ 4 หรือฤดูกาลท่องเที่ยวในปีนี้ และยังเชื่อว่านักท่องเที่ยวน่าจะเริ่มทยอยเดินทางเข้ามาในช่วงปลายเดือน พ.ย.นี้อย่างแน่นอน"
อย่างไรก็ดี ขณะนี้ภาคธุรกิจเอกชนเมืองพัทยา ยังได้มีข้อเสนอไปยัง ศบศ. เพื่อขอให้พิจารณาลดค่าใช้จ่ายในการทำ RT-PCR ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่กำหนดไว้ถึง 3 ครั้ง เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นนอกเหนือจากการเดินทางท่องเที่ยว เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในกรณีดังกล่าวต่อหัวต่อครั้งมีราคาสูงกว่า 3,000 บาท
โดยภาคธุรกิจเมืองพัทยา ได้ขอให้ปรับลดการทำ RT-PCR ของนักท่องเที่ยวต่างชาติเหลือเพียง 2 ครั้ง คือ ในช่วงขาเข้าที่สนามบิน และช่วงที่ครบกำหนด 7 วัน แต่หากไม่สามารถปรับแก้การทำ RT-PCR ของนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ ขอให้มีการกำหนดราคากลางที่เป็นมาตรฐานและไม่สูงจนเกินจริง
ขณะที่นักท่องเที่ยวภายในประเทศได้ขอให้จัดทำ ATK Passport เพื่อลดภาระการตรวจเช่นกัน โดยอาจมีระยะเวลาของวัคซีนพาสปอร์ตครั้งละ 2 วัน เนื่องจากนักท่องเที่ยวในประเทศจะใช้เวลาในการท่องเที่ยวเพียงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น
"ส่วนกรณีที่ยังไม่อนุญาตให้เปิดสถานบันเทิง อยากจะร้องขอให้มีการผ่อนปรนในเรื่องของการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อสร้างบรรยากาศในการท่องเที่ยวแต่ยังคงไม่อนุญาตให้มีการรวมตัวสังสรรค์หรือจัดปาร์ตี้เช่นเดิม โดยขอให้รัฐควบคุมในเรื่องเงื่อนไขของเวลา และสถานที่ดื่มซึ่งอาจเป็นภายในร้านอาหาร หรือโรงแรมที่ผ่านมามาตรฐาน SHA Plus เพื่อสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวให้ดียิ่งขึ้น" นายกสมาคมนักธุรกิจและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา กล่าว


