ท่าขี้เหล็ก/แม่สาย - สาธารณสุขเมียนมาพบสาวพม่าวัย 30 ชาวชุมชนกลางเมืองท่าขี้เหล็กติดโควิดรายใหม่ หลังเข้ารับการตรวจก่อนขึ้นเครื่องไปกรุงย่างกุ้ง
รายงานข่าวจากชายแดนไทย-เมียนมาแจ้งว่า ขณะนี้โรงพยาบาลท่าขี้เหล็ก สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ตรงข้าม อ.แม่สาย จ.เชียงราย ได้รับรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่อีก 1 รายแล้ว เป็นหญิงชาวเมียนมาอายุ 30 ปี อาศัยอยู่ที่บ้านเวียงแก้ว ใจกลาง จ.ท่าขี้เหล็ก
โดยผู้ป่วยรายนี้กำลังจะเดินทางด้วยเครื่องบินจากสนามบินท่าขี้เหล็กเพื่อจะไปทำธุระที่กรุงย่างกุ้งเมื่อประมาณ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่เนื่องจากระเบียบการป้องกันไวรัสโควิด-19 ของประเทศเมียนมา กำหนดให้ผู้จะเดินทางด้วยเครื่องบินต้องตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 ก่อน ทำให้หญิงสาวคนดังกล่าวต้องเข้ารับการตรวจกระทั่งพบติดเชื้อก่อนเดินทาง
รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ผู้ป่วยหญิงชาวเมียนมาวัย 30 ปีดังกล่าวถือเป็นผู้ติดเชื้อรายแรกในท่าขี้เหล็กรอบครึ่งเดือน หลังจากผู้ป่วยสะสมที่เคยมียอดสูงถึง 104 คน ทยอยได้รับการรักษาจนหายและไม่พบผู้ติดเชื้อเพิ่มเติมอีกเลยตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ธ.ค. 2563 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม หลังพบผู้ป่วยรายใหม่ดังกล่าวนี้แล้วเจ้าหน้าที่เมียนมาได้เข้าตรวจสอบพื้นที่เพื่อหากลุ่มเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง ปรากฏว่ายังไม่มีรายงานว่ามีผู้ดิดเชื้อเพิ่มเติมแต่อย่างใด
ขณะที่บรรยากาศทั่วไปตามแนวชายแดนพบว่าทั้งชาวท่าขี้เหล็ก และ อ.แม่สาย ยังคงใช้ชีวิตกันตามปกติ หลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้รับการแก้ไขและควบคุมอยู่ในวงจำกัด โดยฝั่ง จ.เชียงราย ก็ไม่พบผู้ติดเชื้อเพิ่มทั้งภายในพื้นที่จังหวัดและสถานกักกันโรคของรัฐ หรือ State quarantine มาเป็นเวลาประมาณ 1 เดือนแล้ว จนเป็น 1 ใน 20 จังหวัดที่ยังปลอดเชื้อ เหลือคนไทยที่เดินทางมาจากท่าขี้เหล็กและอยู่ในสถานกักกันโรคของรัฐพียง 45 คน โดยไม่มีผู้เดินทางกลับมาเพิ่มเติมแต่อย่างใด
ขณะที่ พ.อ.สัมฤทธิ์ ฉัตรวัฒนาสกุล ผบ.ฉก.ม.3 กองกำลังผาเมือง ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ร่วมกับส่วนราชการภาครัฐ ท้องถิ่น และภาคเอกชน เปิดปฏิบัติการทำความสะอาดบริเวณด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา ข้ามลำน้ำสายแห่งที่ 2 ซึ่งไทยและเมียนมาใช้เป็นจุดขนส่งสินค้าระหว่างกันด้าน จ.เชียงราย ซึ่งมีมูลค่าการค้าวันละกว่า 30-50 ล้านบาท รวมทั้งร่วมกับคนขับรถขนส่งสินค้าทำความสะอาดรถบรรทุกสินค้าทุกคัน โดยมีรถฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อสนับสนุนจำนวน 8 คัน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน ผู้ขนส่งสินค้าและประชาชนทั้งสองฝั่งประเทศ


