เชียงราย - ชีวิตสุดขื่นขม..อดีตทหารหนุ่มแม่สาย ถูกกล่าวหาพ่วงคดีอนาจารเด็ก 14 ปี สุดท้ายศาลฎีกาตัดสินบริสุทธิ์ แต่ต้องติดคุกนาน 2 ปี 8 เดือน ถูกให้ออกจากราชการ-ลูกเมียทิ้ง ครอบครัวแตกแยก ต้องมาขายวาฟเฟิลข้างถนนเลี้ยงชีพ
ขณะนี้ ส.ท.ชลกร พันธ์สะอาด อายุ 29 ปี อดีตทหารชั้นประทวน สังกัดมณฑลทหารบกที่ 34 ค่ายขุนเจืองธรรมิกราช จ.พะเยา อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 580 หมู่ 10 ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ต้องหันมาค้าขายขนมวาฟเฟิลไส้กรอกตามท้องถนนบริเวณหน้าด่านพรมแดนไทย-พม่า เพื่อหาเลี้ยงชีพ
หลังจากเคยถูกกล่าวหาดำเนินคดีฐานร่วมกันพรากและพาเด็กวัย 14 ปีไปจากความปกครองหรือผู้ดูแล, กระทำการอนาจารฯ เมื่อปลายปี 2558 ทำให้ต้องสู้คดีเรื่อยมา แม้จะได้ประกันตัวออกมาในช่วงแรก แต่หลังจากศาลชั้นต้นแล้วก็ถูกคุมตัวอยู่ที่เรือนจำกลาง จ.เชียงราย มาโดยตลอด กระทั่งล่าสุดศาลฎีกาได้ตัดสินยกฟ้องพร้อมพวกอีก 2 คน เนื่องจากหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ไม่เพียงพอ แต่คดีดังกล่าวก็ทำให้ ส.ท.ชลกร ต้องออกจากราชการและใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำเป็นเวลานานถึง 2 ปี 8 เดือน และบางช่วงเกือบถูกผู้ต้องขังภายในฆ่า แต่รอดมาได้หวุดหวิด
หลังจากพ้นคดี ส.ท.ชลกร ต้องมาอาศัยอยู่กับนายญาณ พันธ์สะอาด อายุ 55 ปี บิดา เพียง 2 คนภายในบ้านคอนกรีตชั้นเดียวเล็กๆ เพราะมารดาเสียชีวิตไปนานแล้ว และช่วงเกิดเรื่องภรรยาก็ขอแยกทางพร้อมกับพาลูกไปอยู่ด้วย เพราะรับไม่ได้กับเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของอดีตทหารหนุ่มผู้ที่เคยมีหน้าที่การงานและมีชีวิตครอบครัวตามปกติต้องเปลี่ยนไปอย่างมาก
ส.ท.ชลกรเปิดเผยว่า ตนออกจากเรือนจำกลาง จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2562 ที่ผ่านมา หลังจากศาลฎีกาได้พิพากษายกฟ้อง และเมื่อกลับมาอยู่บ้านก็พบว่าภรรยาและลูกไม่อยู่บ้านแล้ว ตนจึงอยากให้ทุกคนกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันเหมือนเดิม
นอกจากนี้ ตนอยากให้สังคมได้เข้าใจ และแยกแยะว่าการเป็นผู้ต้องขังดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าทำความผิด เพราะหลายคนก็แค่เข้าใจว่าได้พ้นการถูกคุมขังออกมาแล้ว แต่ไม่เข้าใจในเหตุการณ์จริง สาเหตุก็คงเพราะการนำเสนอข่าวผ่านสื่อต่างๆ โดยที่ตนไม่ได้มีโอกาสชี้แจงต่อสังคมเลย
ส.ท.ชลกรเล่าย้อนหลังว่าก่อนเกิดเหตุตนสอบติดเป็นทหาร และเพิ่งได้รับการเลื่อนยศเป็น ส.ท.ทำให้ได้รับการชักชวนจากพรรคพวกให้ไปฉลองกันในวันที่ 1 ส.ค. 2558 ช่วงที่ดื่มกินนั้นเพื่อนคนหนึ่งขอให้นำรถยนต์ไปรับหญิงสาวคนหนึ่งจาก ต.โป่งงาม อ.แม่สาย มาร่วมดื่มกินด้วย ตนจึงขับรถโดยมีเพื่อนๆ ไปด้วย เมื่อไปถึงก็รับหญิงสาวคนดังกล่าวมาร่วมดื่มกินกันตามปกติ กระทั่งหัวค่ำตนจึงขอตัวกลับบ้านโดยไม่คิดว่าจะมีเรื่องราวใดเกิดขึ้น รุ่งเช้าคือวันที่ 2 ส.ค.ก็ไปทำงานที่ จ.พะเยา ตามปกติ จนปรากฏเป็นข่าวว่าเพื่อน 2 คนถูกจับ และตนก็ถูกหมายเรียก จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาได้รับทราบแล้วเดินทางไปมอบตัวที่ สภ.แม่สาย เมื่อวันที่ 4 ส.ค.โดยปฏิเสธข้อกล่าวหา และไม่ยอมจ่ายเงินค่าเสียหายใดๆ เพราะถือว่าพวกตนไม่ได้ทำผิด
“ผมจึงอยากจะเตือนภัยนักเที่ยวนักดื่มที่ชวนผู้หญิงออกเที่ยว ควรจะดูอายุว่าถึงเกณฑ์ตามกฎหมายกำหนดหรือยัง ก่อนที่จะชักชวนกันไปไหนมาไหน เพราะอาจผิดพลาดเหมือนผม ที่ต้องสูญเสียเวลา สูญเสียครอบครัวอันเป็นที่รักไป และสูญเสียหน้าที่การงานไป ก็ฝากเตือนสติด้วย” ส.ท.ชลกรกล่าว
รายงานข่าวแจ้งว่า ในปัจจุบัน ส.ท.ชลกรได้ทำเรื่องแจ้งไปยังต้นสังกัดเดิมเพื่อขอกลับเข้าไปรับราชการตามปกติอีกครั้ง ซึ่งได้รับแจ้งว่าหน่วยงานต้นสังกัดเดิมดังกล่าวอยู่ระหว่างดำเนินการ ทำให้เจ้าตัวต้องทำงานช่วยบิดาขายขนมที่ อ.แม่สาย และยังคงหวังว่าจะได้กลับไปปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ และได้รวบรวมข่าวสารเก่าๆ ที่เคยเผยแพร่ช่วงปี 2558 ออกมาโพสต์ทางเฟซบุ๊ก เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมในสังคมอีกด้วย


