เชียงใหม่ – วิกฤตหมอกควันฝุ่นพิษไม่คลี่คลาย..นศ.ราชภัฏเชียงใหม่ สวมหน้ากาก-ต่อท่อหายใจเป็นสัญลักษณ์ บุกยื่นหนังสือผู้ว่าฯ กลางพิธีเปิดยุทธการสยบไฟป่า จนเกือบวุ่น
วันนี้(16 มี.ค.) นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้เป็นประธานเปิดยุทธการสยบไฟป่า แก้ปัญหาหมอกควัน ที่ข่วงประตูท่าแพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ท่ามกลางปัญหาหมอกควัน-ฝุ่นละออง ที่ทวีความรุนแรงขึ้น จนทำให้เชียงใหม่ รั้งอันดับเมืองที่มีสภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก ติดต่อกันเป็นวันที่ 6
โดยระดมกำลังเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช , เครือข่ายอาสาสมัครไฟป่า , เจ้าหน้าที่ป้องกันรักษาป่า กรมป่าไม้ พร้อมด้วยทหาร ตำรวจ อส. ปกครอง กว่า 500 นาย ออกปฎิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน
ทั้งการประชาสัมพันธ์เพื่อป้องปรามไม่ให้เกิดการจุดไฟ การจัดกำลังเจ้าหน้าที่ในการลาดตระเวนเข้าพื้นที่เพื่อทำการดับไฟ รวมไปถึงการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่ฝ่าฝืนอย่างจริงจัง นอกจากนี้ยังได้มีการสนับสนุนจากภาคเอกชน ในการร่วมกันบริจาคอาหาร และหน้ากากอนามัย เพื่อสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ ในยุทธการดังกล่าว
หลังจากที่เปิดงานเสร็จ ระหว่างผู้ว่าฯเชียงใหม่ พร้อมคณะกำลังเดินทางไปให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่นั้น ปรากฎว่านายธีระพล ขุนหมื่นลายประดิษฐ์ อายุ 32 ปี นักศึกษาคณะการท่องเที่ยวและโรงแรม ชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ ที่สวมแว่นตา-ต่อท่ออากาศครอบปากเป็นสัญญาลักษณ์ บุกเข้ายื่นหนังสือต่อผู้ว่าฯเชียงใหม่ แต่ถูกนางสาวจันทนา อ้นคำ ประชาสัพันธ์จังหวดเชียงใหม่ กันตัวไว้และมารับหรับสือแทน เพื่อจะนำไปยื่นให้ทาง ผวจ.ต่อไป
โดยนายธีระพล ระบุในหนังสือร้องเรียน ว่าตามที่เกิดวิกฤตการณ์ปัญหาการแพร่กระจายของฝุ่นพิษ PM2.5 เกินมาตรฐาน 50 ไมโครกรัม /ลบ.ม. ครอบคลุมพื้นที่เชียงใหม่ มาอย่างต่อเนื่องหลายสัปดาห์ และยังไม่มีท่าทีว่าจะลดลงหรือหายไป ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยว และเป็นภยันอันตรายต่อสาธารณชนอย่างรุนแรงกว้างขวางหลายคนต้องเจ็บป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ ฯลฯ ต้องเสียเงินเป็นค่ารักษาพยาบาลอีกจำนวนไม่น้อย
ซึ่งระดับฝุ่นละอองขนาดเล็กที่สูงนี้ ส่งผลกระทบต่อเด็กอย่างรุนแรงด้วย เพราะเด็กมีอัตราการหายใจถี่กว่าผู้ใหญ่ นั่นหมายความว่าเด็กจะสูดดมอากาศที่มีมลพิษเข้าไปมากกว่าผู้ใหญ่ ยิ่งเด็กอายุน้อยเท่าไหร่ อัตราการหายใจเข้าต่อนาทีก็ยิ่งถี่มากขึ้น และเนื่องจากอวัยวะของเด็กกำลังพัฒนา จึงมีความเปราะบางต่อผลกระทบต่างๆมากกว่าทั้งในผลกระทบในระยะสั้นและระยะยาว
เมื่อฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เมื่อฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ผ่านเข้าไปในสมองของเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่อยู่ในครรภ์มารดา ฝุ่นละอองเหล่านี้จะทำลายเซลล์สมอง ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาทางสติปัญญา ซึ่งสามารถส่งผลต่อการเรียนรู้ ความเป็นอยู่ และความสามารถในการประกอบอาชีพในระยะยาวด้วย
ทั้งนี้ มีเพียงแนวทางการแก้ไขปัญหาระยะยาวๆเท่านั้นที่จะช่วยให้เด็กๆเติบโตในสิ่งแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพ และเรียนรู้ได้อย่างไม่จำกัด การแก้ปัญหาวิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มีประสิทธิภาพ จะสำเร็จได้ด้วยความร่วมมือของทุกท่านส่วนงานของรัฐ ร่วมกันแก้ไขปัญหาเพื่อเป้าหมายเดียวกัน คือเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีสำหรับเด็กตลอดจนประชาชนทุกคน เพื่อให้จังหวัดเชียงใหม่มีอากาศที่สะอาดบริสุทธิ์ให้อยู่ถึงลูกหลานสืบไป


