เชียงใหม่/สุโขทัย - กระแสวิจารณ์เลี้ยงช้างโลกสวยไม่ใช้ตะขอสับ-ไม่ล่ามโซ่ดังกระหึ่มอีกรอบ..หลังพลายมีโชค-ช้างงาเดียวกระทืบควาญร่างเละคาศูนย์ฯ ช้างสุโขทัย ซ้ำรอยเหตุสลดปางช้างเชียงใหม่ ขณะที่นักวิชาการหนุนเร่งออกกฎหมายคุมเลี้ยงช้างเพื่อการท่องเที่ยว
กรณี “พลายมีโชค” ช้างพลายงาเดียวคลุ้มคลั่งกระทืบ-ใช้งาแทงนายอานนท์ พิมพ์เหมือน อายุ 38 ปี ควาญช้างและเจ้าของศูนย์อภิบาลช้างบุญรอด เลขที่ 304 ม.5 ต.บ้านตึก อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย เสียชีวิต ซ้ำรอยกรณีสีดอโฮปฟาดควาญร่างเละคาคอกศูนย์บริบาลช้างเชียงใหม่เมื่อปลายปี 61 ที่ผ่านมา ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความปลอดภัยและความเหมาะสมในการเลี้ยงช้างแบบไม่ใช้ตะขอบังคับ-ไม่ล่ามโซ่ ที่แตกต่างจากวัฒนธรรมการเลี้ยงช้างแบบไทยขึ้นมาอีกครั้ง
แหล่งข่าวในพื้นที่ได้ให้ข้อมูลว่า ศูนย์อภิบาลแห่งนี้เปิดมานานแล้ว มีนายอานนท์ ผู้เสียชีวิตเป็นเจ้าของร่วมกับภรรยาชาวอังกฤษ นางแคทเธอลีน คอร์นเนอร์ โดยได้ซื้อช้างพิการมาเลี้ยงเพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้าดูแลช้าง รวมทั้งได้เปิดมูลนิธิดูแลสุนัขและแมวพิการด้วย โดยศูนย์อภิบาลช้างแห่งนี้ประกาศว่าเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร
และที่ศูนย์อภิบาลช้างบุญรอดแห่งนี้เจ้าของมีนโยบายห้ามใช้ตะขอในการบังคับช้าง ทำให้เชื่อกันว่าอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ช้างมีความก้าวร้าวเกเรและดุมากเหมือนเด็กที่ไม่เคยโดนไม้เรียวกำราบ โดยเฉพาะช้างพลายมีโชคเชือกนี้ ทั้งๆ ที่อายุยังน้อยแต่ก็ดุร้ายจนถึงขั้นทำร้ายเจ้าของจนเสียชีวิต
แหล่งข่าวระบุว่า ปกติช้างพลายมีโชคจะถูกกักบริเวณไว้ในอีกโซนหนึ่งที่ไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าไป เพราะช้างพลายมีโชคดุมาก กลัวว่าจะเกิดเหตุทำร้ายนักท่องเที่ยว โดยเจ้าของ ซึ่งเป็นหัวหน้าควาญช้างด้วย คือ นายอานนท์ ผู้เสียชีวิตเป็นผู้ดูแลให้อาหารช้างพร้อมกับควาญผู้ช่วย
แต่วันเกิดเหตุ (16 ก.พ.) ควาญผู้ช่วยได้ออกไปเที่ยวงานเทศกาลประจำปี ทำให้นายอานนท์เข้าไปให้อาหารพลายมีโชคเพียงลำพังและถูกช้างทำร้ายจนเสียชีวิต แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นายอานนท์โดนช้างเชือกนี้จู่โจมทำร้าย แต่ครั้งที่แล้วมีผู้ช่วยเข้าไปด้วยเลยรอดออกมาได้
ปัญหาเรื่องการนำช้างมาใช้ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจากที่เคยเป็นช้างทำงานในอุตสาหกรรมป่าไม้ยังเป็นที่ถกเถียงกันในวงกว้างว่ามีความเหมาะสมหรือไม่อย่างไร มีการควบคุมเพียงพอหรือไม่ที่จะไม่ทำให้เกิดเหตุการณ์สลดซ้ำแล้วซ้ำอีก รวมถึงสวัสดิภาพของช้างทำงานด้วยว่าได้รับการดูแลที่ดีหรือไม่อย่างไร มีอาหารการกินที่เพียงพอหรือไม่ สถานที่เลี้ยงให้ความสุขสบายและปลอดภัยเพียงพอต่อช้างหรือไม่
รศ.น.สพ.ดร.ฉัตรโชติ ทิตาราม หัวหน้าศูนย์วิจัยช้างและสัตว์ป่า อาจารย์ประจำคลินิกช้างและสัตว์ป่า คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ขณะนี้ตนและคณะทำงานหลายภาคส่วน เช่น สถาบันคชบาลแห่งชาติ สถาบันวิจัยและบริการสุขภาพช้างแห่งชาติ กรมปศุสัตว์ องค์การสวนสัตว์ สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย และคณะสัตวแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกำลังช่วยกันจัดทำหนังสือคู่มือสวัสดิภาพช้างไทย
โดยศูนย์วิจัยช้างและสัตว์ป่าฯ มช.เป็นผู้ร่างโครงการและนำเสนอ ซึ่งเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้จะเป็นการประมวลชุดข้อมูลความรู้เกี่ยวกับช้างจากหลากหลายแหล่งความรู้ เช่น จากงานวิจัยในระดับปริญญาเอก ของ สพ.ญ.ดร.ภัคนุช บันสิทธิ์ ในหัวข้อดุษฎีนิพนธ์ “ปัจจัยด้านการจัดการปางช้างที่มีผลต่อสวัสดิภาพและสุขภาพของช้าง” และจากประสบการณ์การทำงานเกี่ยวกับช้างของตนที่มีมายาวนานกว่ายี่สิบปี รวมทั้งที่ได้มีการเดินทางเพื่อศึกษาดูงานเรื่องช้างในต่างประเทศทั้งในทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมริกา
รศ.น.สพ.ดร.ฉัตรโชติกล่าวเพิ่มเติมว่า ในการใช้อุปกรณ์เพื่อควบคุมช้าง เช่น โซ่ หรือตะขอ ต้องดูตามความจำเป็น เพราะเป็นอันตรายมากหากช้างอาละวาดแล้วขาดอุปกรณ์ในการควบคุมก็จะเกิดเหตุอย่างที่เคยเห็นข่าวกันอยู่ ถ้าเราจะนำระบบแบบสวนสัตว์ในต่างประเทศมาใช้ คือกักบริเวณในพื้นที่ปิด เช่น ให้ช้างอยู่ในกรงก็จะทำให้ช้างเครียด และ ไม่ได้มีกิจกรรมอย่างอื่น ซึ่งแตกต่างจากการล่ามโซ่ ซึ่งถ้าโซ่ยาวมากพอที่ช้างจะเคลื่อนไหวได้สะดวก และ มีกิจกรรมอย่างอื่นเสริม เช่น การพานักท่องเที่ยวชมธรรมชาติ ได้สัมผัสกับควาญช้างซึ่งเปรียบเสมือนเพื่อนคู่ใจ ช้างก็จะไม่เครียดเหมือนถูกกักในกรง
ส่วนเสียงเรียกร้องจากหลายภาคส่วนให้มีกฎหมายควบคุมการเลี้ยงช้างนั้น ก็ต้องพิจารณาดูให้ถ้วนถี่ ต้องครอบคลุมไปถึงสวัสดิภาพของควาญช้างด้วย ควบคุมการทำงานและการใช้ตะขอของควาญช้างด้วยว่าเหมาะสมหรือไม่ ไม่ให้ใช้อย่างรุนแรงจนเกินไปตามอารมณ์ ซึ่งก็จะส่งผลให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีขึ้นมาได้เช่นกัน
“ตอนนี้ก็มีแผนแม่บทการเลี้ยงช้างไทยอยู่แล้ว โดยสำนักนายกรัฐมนตรีดูแลอยู่ แต่ยังไม่ได้ประกาศออกมาเป็นกฎหมาย คิดว่าหนังสือคู่มือสวัสดิภาพช้างไทยนี้ก็จะเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการจัดทำกฎหมายการเลี้ยงช้างไทยด้วย และโดยส่วนตัวแล้วมองว่าควรที่จะมีกฎหมายควบคุมการเลี้ยงช้าง เพราะมีปัญหาต่างๆ เยอะมาก ทั้งเรื่องสวัสดิภาพของช้าง และสวัสดิภาพสวัสดิการของคนเลี้ยงช้างด้วย”
ด้าน น.ส.ภัครนันท์ วินิจชัย ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ ได้ให้ความเห็นต่อประเด็นช้างกับการท่องเที่ยวไทยว่า โดยภาพรวมแล้วปางช้างต่างๆ นับว่ามีฐานที่มั่นที่แข็งแรง มีการตลาดค่อนข้างกว้าง และเข้มแข็งดีอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับการจัดการบริหารของปางช้างแต่ละที่
ในส่วนของภาครัฐโดย ททท.ที่เข้าไปทำการตลาดการท่องเที่ยวของประเทศไทย ก็ได้ทำการส่งเสริมด้วยกลไกการตลาด แต่ก็พบกับอุปสรรคค่อนข้างน่าหนักใจ ที่ต้องคอยทำความเข้าใจกับนักท่องเที่ยวบางส่วน ซึ่งไม่เข้าใจวัฒนธรรม-ขนบการเลี้ยงช้างของไทยเรา ที่มีการใช้ตะขอและโซ่เป็นอุปกรณ์ในการบังคับช้าง โดยเฉพาะฝั่งยุโรป แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาในแถบเอเชีย
“นักท่องเที่ยวยุโรปส่วนมากจะรับข้อมูลไปในทิศทางของการอนุรักษ์ช้างตามความเชื่อของเขาที่ว่าช้างเป็นสัตว์ป่า ไม่ควรนำมาใช้งานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ทำการแสดงในสิ่งที่ไม่ใช่วิสัยของสัตว์ป่าทำกัน เช่น วาดรูป เตะฟุตบอล ฯลฯ ทั้งๆ ที่ปัญหาเหล่านี้ทางฝั่งประเทศของเขาก็ยังมีการบังคับสัตว์ให้แสดงละครสัตว์กันอยู่เลย”
ปัญหาเหล่านี้สะท้อนเข้ามาสู่ ททท.อยู่เสมอ ต้องทำการชี้แจงกันอยู่ตลอดเวลา ว่าคนไทยเราเลี้ยงช้างเป็นสัตว์เลี้ยงเป็นช้างบ้านไม่ใช่ช้างป่า เลี้ยงกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปีหรืออาจจะพันปีเข้าไปแล้ว ก็เหมือนกับที่เราเลี้ยงสุนัข เลี้ยงแมว ซึ่งถ้าเรานำเขาไปปล่อยกลับคืนสู่ป่าตามความเห็นของนักอนุรักษ์ธรรมชาติเหล่านั้น สัตว์ก็จะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยตัวเอง
“ททท.ก็ชี้แจงตลอดว่าเราเลี้ยงช้างเป็นสัตว์ใช้งาน ทั้งการศึกสงคราม หรือชักลากซุงในอุตสาหกรรมป่าไม้ แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป จากช้างในอุตสาหกรรมป่าไม้กลายเป็นช้างในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ก็มีการปรับนำช้างมาทำงาน เพราะเจ้าของช้างต่างก็ต้องรับภาระในการเลี้ยงช้างซึ่งเป็นสัตว์ใหญ่ ต้องใช้เงินในการเลี้ยงดูเป็นจำนวนไม่น้อย”
ส่วนการกระตุ้นให้มีการออกกฎหมายควบคุมการเลี้ยงช้างนั้น น.ส.ภัคนันท์กล่าวว่า โดยส่วนตัวแล้วก็เห็นด้วย เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ททท.เองก็จะสามารถทำการประชาสัมพันธ์ชี้แจงต่อนักท่องเที่ยวได้อย่างเต็มที่ว่าประเทศไทยมีกฎหมายคุ้มครองควบคุมการเลี้ยงช้างที่เป็นมาตรฐาน มีสวัสดิภาพและสวัสดิการที่ดีให้กับช้างและคนเลี้ยงช้าง ชี้แจงทำความเข้าใจกับนักท่องเที่ยวที่ยังเข้าไม่ถึงข้อมูลการเลี้ยงช้างในขนบวัฒนธรรมของไทยเราที่มีการใช้ตะขอและโซ่เป็นอุปกรณ์ในการควบคุมช้างได้


