เชียงราย - อึ้งกันทั้งอำเภอ 4 แม่เฒ่าชาวอาข่า อายุรวมกันเกือบ 400 ปี เรียงแถวขึ้นอำเภอยื่นขอสัญชาติ-บัตร ปชช. บอกไม่เคยมีบัตรตั้งแต่สาวยันแก่ ไปไหนมาไหนสุดลำเค็ญ ได้บัตรเมื่อไหร่จะให้ลูกหลานพาเที่ยวให้ทั่ว
วันนี้ (24 ก.ย.) นางซุงยุง เบชะกู่ อายุ 91 ปี, นางอาแผ่ จูเปียกู่ อายุ 85 ปี, นางห่วยเมียง เบ่ก่ากู่ อายุ 82 ปี และนางจางจ้า เบ่ก่ากู่ อายุ 81 ปี กลุ่มชาติพันธุ์อาข่า พื้นที่ใกล้ชายแดนไทย-พม่า บ้านกิ่วสะไต หมู่ 19 ต.ป่าตึง อ.แม่จัน จ.เชียงราย ที่มีอายุรวมกันเกือบ 400 ปี ได้เดินทางเข้ายื่นคำร้องขอสัญชาติไทย ณ ที่ว่าการอำเภอแม่จัน โดยมีนางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนและผู้เกี่ยวข้อง ร่วมให้กำลังใจด้วย
นางซุงยุง เบชะกู่ กล่าวว่า ตนมีอายุมากเป็นคนใกล้จะถึงฝั่ง แต่ก็ยังรู้สึกตื่นเต้นที่ได้มายื่นขอบัตรประชาชน เพื่อให้เป็นคนไทยอย่างเต็มตัว เพราะที่ผ่านมาตั้งแต่เป็นสาวจนแก่เดินทางไปไหนมาไหนลำบากมาก แม้แต่ตอนมาซื้อวัสดุอุปกรณ์เพื่อนำไปทำงานหัตกรรมขายที่ตลาดชุมชนบ้านกิ่วสะไตก็เป็นปัญหา หากได้สัญชาติไทย ได้บัตรประชาชนก็อยากไปทุกที่ที่ไปได้
นางอาแผ่ จูเปียกู่ กล่าวว่า เมื่อตอนตนเป็นสาวๆ ไม่เคยรู้เรื่องว่าต้องมีการทำบัตรประชาชน เพราะบ้านอยู่ห่างไกล กระทั่งครั้งนี้ได้มาขอทำบัตร ก็ดีใจมาก เช่นเดียวกับนางจางจ้า เบ่ก่ากู่ ที่บอกว่าปัจจุบันลูกหลานของตนต่างได้สัญชาติไทย และรับได้รับบัตรประจำตัวประชาชนกันหมดแล้ว ถ้าตนได้บัตรด้วยก็จะได้ให้ลูกหลานพาไปเที่ยวทุกที่ได้
น.ส.เพียรพร ดีเทศน์ เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) กล่าวว่า พชภ.ได้สำรวจพบว่าแม่เฒ่าเหล่านี้เกิดในพื้นที่ อ.แม่จัน มีบันทึกในแบบพิมพ์ประวัติบุคคลบนพื้นที่สูง ซึ่งจัดทำโดย อ.แม่จัน เมื่อปี 2534 และศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูง ตามโครงการสำรวจข้อมูลประชากรชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์ เมื่อปี 2528-2530 รวมทั้งยังมีพยานบุคคลที่เชื่อถือได้ที่ยืนยันว่าเป็นคนไทยด้วย
ด้าน ดร.พันทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสถานะบุคคล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าด้วยพยานหลักฐานทั้งหมด ทำให้สรุปได้เบื้องต้นว่าแม่เฒ่าเหล่านี้เป็นชาวไทยภูเขาซึ่งมีสิทธิในสัญชาติไทยตามมาตรา 3 (3) แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2456 เพราะเกิดในประเทศไทย แม้จะไม่ปรากฏพยานหลักฐานรับรองการจดทะเบียนการเกิดเหมือนในปัจจุบัน แต่ก็เกิดจากการเกิดก่อนมีระบบการทะเบียนราษฎร์ ซึ่งกรมการปกครอง ก็มีระเบียบสำนักทะเบียนกลางเพื่อบุคคลในสถานการณ์ข้อ 11 ที่ระบุว่า “ชาวไทยภูเขาที่จะได้รับการลงรายการสัญชาติไทย โดยเพิ่มชื่อและรายการบุคคลเข้าในทะเบียนบ้าน (ท.ร.14) จะต้องเป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทยตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ
สำหรับบุคคลบนพื้นที่สูงที่จะได้รับการลงรายการสัญชาติไทย โดยเพิ่มชื่อและรายการบุคคลเข้าในทะเบียนบ้าน (ท.ร.14) จะต้องเป็นบุคคลที่ทางราชการได้จัดทำทะเบียนประวัติ และบัตรประจำตัวไว้แล้วและจะต้องเป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทยตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรระหว่างวันที่ 10 เม.ย. 2546 - 13 ธ.ค. 2515 เป็นบุคคลซึ่งมีสัญชาติไทย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้เป็นอย่างอื่น ความในวรรคสามให้สันนิษฐานจากเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่ออกโดยส่วนราชการหรือพยานหลักฐานแวดล้อมกรณีโดยอาศัยการพิสูจน์ทางประวัติศาสตร์ ภาษาศาสตร์ หรือชาติพันธุ์วรรณนา เป็นต้น”
ขณะที่นางวันดี ราชชมภู นายอำเภอแม่จัน และปลัดอำเภอ พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องซึ่งได้รับคำร้อง และตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่างๆ พร้อมสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมแล้ว เบื้องต้นได้แจ้งว่าเอกสารหลักฐานทุกอย่างสมบูรณ์ และอาจจะได้รับทราบข่าวดีภายใน 1 สัปดาห์นี้


