xs
xsm
sm
md
lg

สะเทือนใจ ยายทองพูน วัย 90 ปี ปักหลักใช้ชีวิตเดียวดายริมถนนเพชรเกษมนานหลายสิบปี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


นครปฐม - ยายทองพูน วัย 90 ปี อาศัยชายคาข้างทางนอนอยู่ริมถนนเพชรเกษมเพียงลำพัง รอวันหมดลมหายใจ หลังคู่ชีวิตเสียชีวิตไป 2 ปีก่อน ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่มีทายาท วันนี้จึงไร้ลูกหลานมากราบไหว้ในวันแม่เหมือนใครๆ มีพนักงานร้านสะดวกซื้อที่คอยช่วยกันประคองลมหายในทุกๆ วัน

เรื่องราวของยายทองพูน เอี๊ยวถาวร ในวัย 90 ปี ที่อาศัยอยู่ในเพิงข้างถนนเพชรเกษม เลขที่ 14 ตำบลห้วยจระเข้ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ซึ่งคนในละแวกที่พักข้างทางจะรู้กันว่านี่คือ ยายทองพูน หญิงชราที่มีอายุมากไม่มีลูกหลาน และไร้ญาติมาดูแล ซึ่งภาพที่คุ้นตาของผู้คนบริเวณนี้คือ หญิงชราที่ใบหน้าเหี่ยวย่น ลุกเดินไม่ได้เป็นปกติ จะอาศัยวิธีการนั่งกับพื้น แล้วใช้มือ 2 ข้างยันกับพื้นแล้วค่อยกระเถิบตัวทีละนิดเพื่อออกไปยังร้านสะดวกซื้อ

โดยปลายทางคือ นม ข้าว และเครื่องดื่มชูกำลัง จนทำให้คนที่ผ่านไปมาหลายคนต้องนิ่ง และหยุดลงไปช่วยเหลือ ออกค่าอาหารให้บ่อยครั้ง แต่หากวันใดไม่เจอคนใจบุญก็จะเป็นหน้าที่ของพนักงานร้านสะดวกซื้อที่จะช่วยกันแชร์ค่าใช้จ่ายให้ในบางวัน ซึ่งหลายครั้งร่างกายของคุณยายทองพูน ก็ส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งเพราะไม่มีห้องน้ำสำหรับอาบน้ำ ยายทองพูน อาศัยเช็ดตัว และขับถ่ายในพื้นที่เพิงพักนั่นเอง

จากการสอบถามชีวิตประจำวันของ ยายทองพูน จากคนในบริเวณเดียวกัน กล่าวว่า คุณยายทองพูน อาศัยอยู่ในบ้านริมถนนข้างทางซึ่งทรุดโทรมผุพังจนแทบจะพังถล่มลงมา และรกไปด้วยต้นไม้หลายๆ ชนิด โดยเมื่อไม่นานมานี้ ได้มีคนใจบุญจากกรุงเทพฯ ได้อาสานำเศษไม้ และสังกะสีมามุงให้เป็นเพิงพักอาศัย ข้างในมีเพียงเตียงนอนให้พอประทังชีวิตกันแดดกันฝนไปได้ และคนใจบุญที่มีบ้านติดกันต่อน้ำประปามาให้ใช้สำหรับอุปโภค แต่ไม่มีไฟฟ้าใช้

ภายในเพิงพักมีเพียงเตียงเก่าๆ เสื้อผ้าบางตัวที่ได้รับบริจาคมากองอยู่ข้างตัว โดยมีเศษขยะเป็นกล่องข้าว กล่องนม ขวดเครื่องดื่มชูกำลัง ที่จะมีคนมาช่วยเก็บบางครั้ง เวลาส่วนใหญ่ของคุณยายทองพูน คือ การนอนอยู่บนเตียงเงียบๆ และมีเสียงรถที่ผ่านไปมาตลอดทั้งวันริมถนนเพชรเกษม เป็นเพื่อนกล่อมสำหรับนอนพักผ่อน

บางวันที่ร่างกายแข็งแรงก็จะออกไปที่ร้านสะดวกซื้อ วันละ 2-3 รอบ แต่ละรอบแม้จะมีระยะทางประมาณ 50-60 เมตร แต่คุณยายจะต้องใช้เวลาไปกลับนานนับชั่วโมงในแต่ละครั้ง ด้วยความชราทำให้มีการหลงๆ ลืมๆ บางวันก็จำไม่ได้ว่าได้กินข้าวแล้วหรือยัง

ยายทองพูน บอกว่า วันนี้เหนื่อยและเบื่อ รอวันที่จะหมดลมหายใจ เพราะชีวิตไม่เหลืออะไร สามีก็เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน ทำให้ขาดเพื่อนในยามแก่เฒ่า ช่วงนี้ก็จะป่วยเป็นไข้หวัดปวดตัวบ่อยครั้ง บางวันก็ลุกไม่ขึ้น ต้องนอนอยู่แต่บนเตียงเท่านั้น เคยมีหลายครั้งที่คิดจะทำร้ายตัวเองเพื่อจะได้จบกับทุกอย่าง แต่ทุกครั้งที่จะลงมือก็มีเสียงดังอยู่ในหัวว่า อย่าทำ จนสุดท้ายก็ตัดสินใจหยุดที่จะลงมือ และรอว่าเมื่อไหร่จะหมดลมลงไปตามสังขารของตัวเอง

ยายทองพูน เล่าต่อไปว่า ได้ย้ายมาจากราชบุรี เพื่อมาอาศัยอยู่ตรงนี้นานหลายสิบปีก่อนที่จะมีถนนเพชรเกษมเกิดขึ้น โดยได้จับจองที่ดิน และทำสวนทำนาในละแวกนี้ ซึ่งตอนสาวๆ ก็พอมีฐานะบ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ร่างกายแก่ชราก็ทำงานไม่ไหว ส่วนสามีก็ได้เปลี่ยนอาชีพไปเก็บของเก่าขาย เพราะเรี่ยวแรงไม่มี และไม่มีลูก ยามแก่จึงไม่มีคนมาคอยดูแล เมื่อเขาเสียชีวิตไปจึงต้องอาศัยอยู่ในบ้านไม้เก่าๆ คนเดียวมาหลายปี

จนสุดท้ายบ้านก็พังจนอยู่ไม่ได้ ยังดีมีคนใจดีมาช่วยทำบ้านให้ใหม่ วันนี้ไม่มีความอยากได้อะไรเลยสักอย่าง มีเงิน เบี้ยผู้สูงอายุ 800 บาท ที่มีเจ้าหน้าที่ประชาสงเคราะห์เอามาให้ ก็เอาไปซื้อข้าวกินเท่านั้น ส่วนญาติก็หายหน้าไปนานแล้วไม่รู้ว่าหายไปไหนเพราะไม่เคยมาหากันนานแล้ว ทุกวันก็จะนอนอยู่บนเตียงคนเดียวไม่ได้ไปยุ่งกับใคร นอกจากไปซื้อของแล้วกลับมานอนที่เดิมเท่านั้น

ตาต้อน ศรีสงสาร อายุ 79 ปี เพื่อนบ้านที่ช่วยดูแลคุณยายทองพูน บอกว่า ตนเองเป็นอดีตช่างก่อสร้าง ได้มาอาศัยที่บริเวณนี้โดยได้ขอให้ยายทองพูน มาอาศัยด้วยซึ่งภรรยาก็เพิ่งมาเสียชีวิตไป ตนเองมีบ้านอยู่ด้านใน ก็จะออกไปขอข้าวก้นบาตรจากวัดพระปฐมเจดีย์มากิน โดยจะแบ่งให้ยายทองพูนทุกวัน ซึ่งโชคดีที่ยายยังไม่มีโรคประจำตัว มีเพียงแต่สังขารที่ถดถอยไปมาก ร่างกายก็ไม่สามารถยืดตัวขึ้นยืนได้เหมือนคนปกติ จึงต้องอาศัยนั่งย่องๆ แล้วค่อยๆ ใช้แขนดันให้เคลื่อนตัวไปได้ทีละนิดเท่านั้น โดยยังมีเจ้าหน้าที่วนเวียนมาดูบ้าง ตนเองก็อายุมาก ดูแลยายไม่ไหว วันไหนหากยายจากไปก่อนก็ยังพอทน แต่ถ้าตนเองจากไปก่อนก็ไม่รู้ว่าจะมีใครมาหาข้าว และดูแลยายต่อไป

ตาต้อน บอกอีกว่า เท่าที่รู้ ยายทองพูน นั้นมีญาติอยู่ในตัวเมืองนครปฐม แต่ระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีใครมาเยี่ยม หลังจากสามีของยายเสียชีวิต ตนเองก็ต้องดูแล เป็นเหมือนญาติกันไปแล้ว ซึ่งสิ่งที่อยากได้ตอนนี้คือ รถเข็นสำหรับคนที่เดินไม่ได้ เพราะเวลาไปไหนมาไหนตนเองจะได้เข็นยายไปได้ รวมถึงยารักษาโรค ยาหม่อง ซึ่งยายใช้บ่อยมาก เสื้อผ้าที่เหลือตอนนี้ก็มีแต่ของเก่าๆ น้ำดื่ม จานชาม ซึ่งช่วงหลังก็มีคนที่พอรู้เรื่องวนเวียนมาดูแล

เมื่อไม่นานมานี้ ก็มีคนจากกรุงเทพฯ ขับรถมาจอด และตัดผมให้ โดยก่อนหน้านี้ก็มีคนใจบุญเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ติดต่อคนกรุงเทพฯ มาต่อเติมเพิงให้ใหม่ ซึ่งส่วนที่ดีที่สุดของยายทองพูน น่าจะเป็นกำลังใจจากคนที่ผ่านไปมา เพราะทุกวันนี้เหมือนแกจะเหงามาก ได้แต่นอนเงียบๆ แล้วไปที่ร้านสะดวกซื้อเท่านั้น

ส่วน นายกิตติ แซ่คู อายุ 36 ปี ผู้จัดการร้านเซเว่น สาขานวประชา ต.ห้วยจรเข้ อ.เมืองนครปฐม กล่าวว่า ได้เห็นยายทองพูนมาประมาณ 5 ปีแล้ว ซึ่งตัวยายเองนั้นเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยพูดอะไร และเริ่มจะหลงๆ ลืมๆ ไปเยอะ ยายจะมาที่ร้านบ่อยเพื่อมาซื้อข้าว นมถั่วเหลือง และเครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งเครื่องดื่มชูกำลังนั้นยายชอบมาก เพราะบอกว่าทำให้มีกำลังมีแรง

โดยเมื่อคุณยายมาที่ร้านก็จะไม่มีการมาขอเงิน หรือขอข้าวจากลูกค้า แต่ยายจะมานั่งพักเหนื่อยพักใหญ่ ซึ่งคนที่ผ่านไปมาบางคนก็จะให้เงินบ้าง 20 บาท 50 บาท หรือบางคนก็จะให้ 100 บาท แต่ที่มีประจำคือ มีนักศึกษาศิลปากร จะเอาเงินมาฝากที่ร้านเผื่อว่าถ้าเงินของยายหมดก็ให้เบิกส่วนนี้ไปซื้อของใช้ ตามที่ยายต้องการ แต่ถ้าเงินหมดก่อนพนักงานร้านก็จะหุ้นกันซื้อข้าว หรือนมให้คุณยายโดยทำกันมาตลอด

นายกิตติ กล่าวว่า ถ้าวันใดตนเองเลิกงานก็จะเดินไปดูที่เพิงพักของยาย หากมีอะไรหมดก็จะยกไปให้ ซึ่งปกติคุณยายไม่มีห้องน้ำ ก็จะไม่อาบน้ำแต่จะเช็ดตัว และมีบ่อยครั้งที่คุณยายเข้ามาที่ร้านก็จะมีกลิ่นสาบของปัสสาวะติดตัวมาด้วย โดยสิ่งที่ตนเองอยากจะให้หน่วยงาน หรือคนใจบุญมาช่วยคือ การดูแลสุขลักษณะอนามัย และความปลอดภัย

โดยในเรื่องของการบริจาคถ้ามีคนทราบข่าวจะเอามาให้เยอะๆ ก็กลัวจะมีคนมาขโมย เป็นกลุ่มคนจรจัด ส่วนเรื่องเงินที่คุณยายได้มาก็ไม่ทราบว่าจะดูแลจัดเก็บได้อย่างไร โดยตอนนี้เราก็ช่วยได้เต็มกำลังของเราที่สามารถทำได้ หากมีหน่วยงานที่พร้อมมาดูก็น่าจะทำให้คุณยายทองพูนมีกำลังใจขึ้น เพราะคุณยายไม่มีลูก และไม่เคยมีญาติมาเยี่ยมหลายปีแล้ว…