xs
xsm
sm
md
lg

“บิ๊กโจ๊ก” จับแล้วแท็กซี่ทิ้งนักท่องเที่ยวต่างชาติกระฉ่อนเน็ต

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


นครปฐม - บิ๊กโจ๊ก แถลงจับแท็กซี่ทิ้งนักท่องเที่ยว 2 สาวชาวอังกฤษ ที่จังหวัดนครปฐม ขณะที่คนขับอ้างเป็นโรคเครียด มีอาการเบลอ ขับรถออกโดยไม่ได้มองผู้โดยสาร หลังรู้ตัวรีบขับกลับมาหาตัวแต่ไม่ทัน ถูกแจ้งความตามล่าตัวทั่วโลกโซเชียลแล้ว

วันนี้ (23 ม.ค.) พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว พล.ต.ต.คำรณ บุญเลิศ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม ได้เดินทางมาที่ สภ.เมืองนครปฐม เพื่อสอบสวน นายสัญญา งามสิมะ อายุ 59 ปี คนขับแท็กซี่ที่ก่อเหตุทิ้งนักท่องเที่ยวสาวชาวอังกฤษ 2 คน หลังโซเชียลมีการแชร์ว่า แท็กซี่ได้ทิ้งนักท่อเที่ยวชาวอังกฤษ พร้อมนำทรัพย์สินหายไปด้วย

โดยมี พ.ต.อ.ไพฑูรย์ พิทักษ์ธรรม ผู้กำกับการตำรวจ สภ.เมืองนครปฐม พร้อมด้วย พ.ต.ท.สืบศักดิ์ ผันสืบ สารวัตรสืบสวนท่องเที่ยว 1 กองกำกับการ 1 บังคับการท่องเที่ยว 3 และชุดติดตามคลี่คลายคดี ได้ทำการควบคุมตัวผู้ต้องหาหลังทำการสอบสวนข้อมูลอย่างละเอียดไว้ก่อนหน้า

รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เผยว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2560 เวลาประมาณ 14.45 น. ซึ่งศูนย์รับแจ้งเหตุ 1155 ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนครปฐม ว่า มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติถูกแท็กซี่ทิ้ง บริเวณปั๊มแก๊ส ปตท.NGV พระประโทณ จังหวัดนครปฐม ซึ่งจากการสอบถามรายละเอียด Miss Lucinda Emma Moore และ Miss Charlotte April Burton - Barker 2 นักท่องเที่ยวสาวสัญชาติอังกฤษ บอกว่า ได้ว่าจ้างแท็กซี่จากถนนข้าวสาร กรุงเทพมหานคร เพื่อมาท่องเที่ยวที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี

และในระหว่างที่เดินทางกลับจากตลาดน้ำดำเนินเข้าสู่กรุงเทพฯ แท็กซี่คันดังกล่าวได้จอดแวะเติมแก๊สที่ปัม ปตท.NGV พระประโทณ ริมถนนเพชรเกษม ส่วนตนเองทั้งสองได้ลงจากรถเพื่อไปสูบบุหรี่ แต่ต่อมา แท็กซี่คันดังกล่าวได้ขับออกไปทิ้งตนทั้งสองไว้ภายในปั๊ม โดยภายในรถมีกระเป๋าสะพาย ซึ่งมีเงินสด จำนวน 6,000 บาท เงินสดสกุลยูเอสดอลลาร์ จำนวน 200-300 ดอลลาร์ บัตรเครดิต จำนวน 4 ใบ และหนังสือเดินทาง ซึ่งหลังเกิดเหตุได้รับการช่วยเหลือจาก ด.ต.ทวีศักดิ์ นุชพะเนียด ผู้บังคับหมู่งานจราจร สภ.เมืองนครปฐม ในการเข้าช่วยเหลือ และพาไปแจ้งเหตุที่ศูนย์ 1155

ซึ่งต่อมา ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวได้ประสานไปยังชุดปฏิบัติการเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวนครปฐม และชุดสืบสวนให้ไปตรวจสอบ และแนะนำให้นักท่องเที่ยวไปแจ้งความเพื่อดำเนินคดีต่อแท็กซี่ดังกล่าว แต่นักท่องเที่ยวประสงค์ที่จะเดินทางกลับที่พักที่ถนนข้าวสาร เนื่องจากต้องเดินทางกลับประเทศอังกฤษ ในวันที่ 22 มกราคม 2561 ทางเจ้าหน้าที่จึงได้จัดหารถแท็กซี่ให้ 2 นักท่องเที่ยวได้กลับที่พัก และนั่งโดยสารไปด้วยเพื่อนำส่งนักท่องเที่ยวอย่างปลอดภัย

และในค่ำวันที่ 21 มกราคม 2561 ทางเจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุม นายสัญญา งามสิมะ อายุ 59 ปี คนขับแท็กซี่ได้ โดยเบื้องต้น ได้แจ้งข้อกล่าวหา เป็นพนักงานประจำรถกระทำการด้วยประการใดๆ ให้ผู้โดยสารต้องลงจากรถก่อนที่จะได้โดยสารถึงปลายทาง และเป็นรถโดยสารสาธารณะที่ต้องใช้มาตราวัดค่าโดยสาร แต่ไม่ปฏิบัติตามให้เป็นไปตามกฎกระทรวงตาม พ.ร.บ.ขนส่งทางบก พ.ศ.2522

และล่าสุด ในวันนี้ทาง สภ.เมืองนครปฐม ได้แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มในคดีลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ และเอาไปเสียซึ่งเอกสารใดของผู้อื่นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น นายสัญญา งามสิมะ คนขับแท็กซี่ รับว่า ในวันเกิดเหตุได้รับการว่าจ้างเหมาแท็กซี่ ไปกลับเป็นเงิน 800 บาท จากนักท่องเที่ยวสาว 2 คน เพื่อไปเที่ยวตลาดน้ำดำเนิน และไม่ได้ตั้งใจจะก่อเหตุทิ้งนักท่องเที่ยว

โดยคิดว่าในช่วงที่เติมแก๊สภายในปั๊ม นักท่องเที่ยว 2 คน ได้ขึ้นรถมาแล้ว ตนเองจึงได้ขับรถออกมา แต่เมื่อขับมาได้สักพักเริ่มเอะใจจึงมองไปที่กระจกหลัง แต่ไม่เห็นนักท่องเที่ยวจึงได้รีบขับรถกลับมารับ ทั้งนี้ ยอมรับว่าตนเองเป็นโรคเครียด ต้องกินยาเป็นประจำ ทำให้สมองอาจมีอาการเบลอๆ ไปบ้าง

ขณะที่ลูกของ นายสัญญา ก็บอกว่า ไม่ได้พูดคุยกับพ่อมาเป็นปีแล้ว ทั้งที่อยู่บ้านเดียวกัน ซึ่งเมื่อพ่อกลับจากการขับแท็กซี่ ก็จะดื่มกาแฟก่อนหนึ่งแก้ว แล้วก็เข้าห้องนอน โดยไม่พูดจากับใคร ซึ่งเชื่อว่าพ่อไม่ตั้งใจแต่น่าจะมีอะไรคิดอยู่ในใจจนขับรถออกมาทั้งๆ ที่ไม่มีผู้โดยสาร

ด้าน พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว กล่าวว่า ในการทำงานครั้งนี้ต้องชมเชยตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม และตำรวจท่องเที่ยว ที่สามารถจับกุมคนขับแท็กซี่ และนำทรัพย์สินคืนนักท่องเที่ยวได้ ทำให้สร้างความเชื่อมั่น และมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว

ส่วนกรณีที่ผู้ก่อเหตุ อ้างว่า มีอาการเครียด หรือมีอาการทางจิต คงต้องรอให้แพทย์ยืนยัน แต่ความผิดที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ และไม่ควรเกิดขึ้น เนื่องจากส่งผลต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยว และอยากขอความร่วมมือผู้ประกอบการ คนขับแท็กซี่ให้ทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดี ซึ่งเบื้องต้น นักท่องเที่ยวเมื่อทราบข้อมูลก็ไม่ได้ประสงค์จะเอาความ แต่ทางตำรวจจะมีการสอบสวนอย่างละเอียดอีกหลายประเด็นเพื่อให้แน่ชัด ซึ่งจะดำเนินคดีอย่างไรต้องดูจากเจตนา และพฤติกรรมอื่นๆ ประกอบด้วย แต่จะให้เกิดความเป็นธรรม และภาพลักษณ์ที่ดีแก่การท่องเที่ยวในประเทศ