ศูนย์ข่าวเชียงใหม่ - มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เปิดแถลงความสำเร็จห้องปฏิบัติการผลิตพลาสติกชีวภาพสำหรับใช้ทางการแพทย์แห่งแรกของประเทศไทย ภายใต้ความร่วมมือ 4 หน่วยงาน พร้อมมอบใบรับรองระบบการจัดการคุณภาพ ISO 13485
วันนี้ (30 ต.ค. 60) ที่จังหวัดเชียงใหม่ รองศาสตราจารย์ ดร.สัมพันธ์ สิงหราชวราพันธ์ รักษาการรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมด้วย ดร.วินิตา บุณโยดม หัวหน้าห้องปฏิบัติการผลิตพลาสติกชีวภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และหัวหน้าทีมวิจัย, ศาสตราจารย์ นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.), ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) และ ดร.วิวรรณ ธรรมมงคล ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีกระบวนการปิโตรเลียม และปิโตรเลียมเคมี บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกันแถลงข่าวความสำเร็จห้องปฏิบัติการผลิตพลาสติกชีวภาพสำหรับใช้ทางการแพทย์แห่งแรกของประเทศไทย ภายใต้ความร่วมมือ 4 หน่วยงาน และพิธีมอบใบรับรองระบบการจัดการคุณภาพ ISO 13485
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สนช.) และ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) สนับสนุนงบประมาณ 28 ล้านบาทสร้าง "ห้องปฏิบัติการผลิตพลาสติกชีวภาพสำหรับการแพทย์ (Bioplastics Production Laboratory for Medical Application)" คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการต้นแบบผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพทางการแพทย์คุณภาพสูงมาตรฐานสากลแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยที่ดำเนินการโดยนักวิจัยไทย
รองศาสตราจารย์ ดร.สัมพันธ์เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีนโยบายการสร้างความเข้มแข็งในการวิจัยและพัฒนาให้เกิดการต่อยอด ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีสู่ภาคการผลิต และเกิดประโยชน์ต่อชุมชน สังคม ซึ่งสนับสนุนนโยบายรัฐบาล Thailand 4.0
โครงการวิจัยนี้ได้มีการกำหนดให้มีการพัฒนา 10 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตในส่วนของอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาขีดความสามารถให้มีศักยภาพรับรองการแข่งขันในอนาคต ด้านอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ และอุตสาหกรรมทางการแพทย์ครบวงจร ทำให้นักวิจัยในประเทศไทยรวมทั้งผู้ประกอบการด้านวัสดุทางการแพทย์สามารถซื้อเม็ดพลาสติกได้กิโลกรัมละประมาณ 80,000-90,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ถูกกว่าสั่งซื้อจากต่างประเทศที่สูงถึงกิโลกรัมละ 150,000-200,000 บาท
ขณะที่เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เปิดเผยว่า สำหรับโครงการวิจัย “การผลิตพอลิเมอร์ดูดซึมได้คุณภาพสูงสำหรับเครื่องมือแพทย์” วช. และหน่วยงานพันธมิตรได้แก่ สนช. ปตท. และ มช. ได้ร่วมกันสนับสนุนโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่อง และได้เห็นความสำเร็จของการทำงานร่วมกันจนเกิดเป็นโรงงานต้นแบบระดับห้องปฏิบัติการแห่งแรกในประเทศไทย ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 13485 สามารถผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพเกรดทางการแพทย์
เช่น พอลิเมอร์ดูดซึมได้ นอกจากนี้ ห้องปฏิบัติการดังกล่าวได้ผ่านการรับรองระบบการจัดการด้านความปลอดภัยของห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวกับสารเคมี “ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมระบบการจัดการด้านความปลอดภัยของห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวกับสารเคมี (มอก.2677-2558)” ภายใต้โครงการจัดทำกระบวนการตรวจประเมินและรับรองห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวกับสารเคมีของสำนักคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) อีกด้วย
ด้านผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นตัวอย่างของความสำเร็จที่สำคัญในการสร้างนวัตกรรมที่เกิดจากการต่อยอดผลงานวิจัยและพัฒนา โดยมีการสนับสนุนความร่วมมือและขับเคลื่อนนวัตกรรมจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ได้ริเริ่มและเป็นแกนกลางในการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ ซึ่งจะเป็นแนวทางสำหรับเป็นรูปแบบการสร้างนวัตกรรมจากผลงานวิจัยต่างๆ ให้เพิ่มจำนวนมากขึ้น โดยสอดคล้องกับบทบาทของ สนช. ที่มีการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ได้วิเคราะห์และพัฒนากลไกการสนับสนุนเพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายในแต่ละประเภท ตั้งแต่การสนับสนุนในช่วงเริ่มต้น การสร้างต้นแบบไปจนถึงการขยายผลเชิงพาณิชย์ รวมถึงการพัฒนาความสามารถด้านนวัตกรรม และการพัฒนาสู่ระดับผู้นำด้านนวัตกรรม ดังนั้น หากมีภาคเอกชนที่มีความสนใจในการพัฒนานวัตกรรมผลิตวัสดุและเครื่องมือแพทย์สู่เชิงพาณิชย์ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐในการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ และอุตสาหกรรมการแพทย์ให้เกิดขึ้นในประเทศได้อย่างครบวงจร ซึ่งจะสามารถตอบโจทย์การใช้งานและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ได้มากยิ่งขึ้นด้วย
ส่วนผู้จัดการฝ่ายวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีกระบวนการปิโตรเลียม และปิโตรเลียมเคมี บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท.รวมถึงกลุ่ม ปตท. ในฐานะมาจากภาคอุตสาหกรรม ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการผลักดันงานวิจัยจากหิ้งไปสู่ห้าง ให้เกิดเป็นผลสัมฤทธิ์จริง ซึ่ง ปตท. และกลุ่ม ปตท.เล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนาด้านพลาสติกชีวภาพในประเทศ
ดังจะเห็นได้จากการลงทุนในธุรกิจ PLA และ PBS และได้มีการสนับสนุนงานวิจัยกับทีมวิจัยของ ผศ.ดร.วินิตา อย่างต่อเนื่องร่วม 10 ปี ในหลายๆ โครงการ จนมาถึงโครงการความร่วมมือ 4 ฝ่ายนี้ ซึ่งในการสังเคราะห์ PLA และ PBS Copolymer สำหรับประยุกต์ใช้ทางการแพทย์ที่ผ่านการรับรองตามมาตรฐานสากล ที่จะเป็นการเพิ่มมูลค่าอย่างมากให้แก่พลาสติกชีวภาพ และช่วยทดแทนการนำเข้าวัสดุทางการแพทย์จากต่างประเทศ โดย ปตท.จะเข้ามามีบทบาทในการผลักดันเทคโนโลยีที่ร่วมกันพัฒนาขึ้นมาไปผลิตพอลิเมอร์ทางการแพทย์ในเชิงพาณิชย์ พร้อมทั้งต่อยอดในการนำเรซินเหล่านี้ไปผลิตเป็นวัสดุทางการแพทย์ต่อไป


