นครปฐม - กองบังคับการสืบสวนภูธรจังหวัดนครปฐม สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ปิดล้อมตรวจค้นสถานศึกษากลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ พร้อมกำชับครูอาจารย์ให้ช่วยสอดส่องพฤติกรรมเด็ก ส่วนผู้ปกครองก็ต้องดูแลบุตรหลาน เพราะหากมีการกระทำผิด ผู้ปกครองจะต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย
วันนี้ (11 ส.ค.) ตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม นำโดย พ.ต.อ.พงษ์ศักดิ์ ชูนาค รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร ออกปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นสถานศึกษากลุ่มเสี่ยง ในพื้นที่จังหวัดนครปฐม เพื่อเป็นการป้องกัน และแก้ไขการทะเลาะวิวาทของนักเรียน และนักศึกษา ตามแนวทาง และนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
ทั้งนี้ โดยได้นำกำลังเข้าปิดล้อมตรวจค้นที่วิทยาลัยเทคโนโลยีนครปฐม โดยมีการกระจายกำลังควบคุมการตรวจค้นตามจุดต่างๆ รวมถึงเฝ้าเส้นทางเข้าออก เพื่อป้องกันนักศึกษาหลบหนี และนอกจากนี้ ก็ได้มีการตรวจค้นสถานที่ และอาคารต่างๆ โดยรอบวิทยาลัย พร้อมกำชับคณะอาจารย์ให้ช่วยสอดส่อง และเป็นหูเป็นตา โดยหากพบสิ่งผิดกฎหมาย หรือของมีคมที่อาจนำไปใช้ก่อเหตุให้รีบประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที
ขณะที่กำลังเจ้าหน้าที่อีกส่วนจะทำการสุ่มตรวจปัสสาวะนักเรียนนักศึกษา พร้อมขอความร่วมมือนักเรียนนักศึกษาในการตรวจค้นกระเป๋า ซึ่งเบื้องต้น ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย หรือของมีคมที่อาจนำไปก่อเหตุแต่อย่างใด
พ.ต.อ.พงษ์ศักดิ์ ชูนาค รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า แผนปฏิบัติการนี้ถือเป็นภารกิจเร่งด่วน ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนนักศึกษา ซึ่งในพื้นที่จังหวัดนครปฐม เพิ่งเคยเกิดเหตุนักเรียนต่างสถาบันไล่ฟันกันเมื่อสัปดาห์ก่อน จนมีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นั้น 1 ราย
โดยหลังเกิดเหตุนั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้เพิ่มมาตรการคุมเข้มมากขึ้น จากที่ก่อนหน้านี้ ก็มีการเฝ้าระวังอยู่แล้ว จนล่าสุด ทางกองบังคับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม ได้จัดตั้งชุดปฏิบัติการล้อมตรวจค้นสถานศึกษากลุ่มเสี่ยง โดยมีเป้าหมายตรวจค้น 2 สถาบัน ที่มักก่อเหตุทะเลาะวิวาท พร้อมกำชับคณะครูอาจารย์ให้ช่วยสอดส่องดูแลพฤติกรรมนักเรียนนักศึกษา และขอความร่วมมือไปยังผู้ปกครองให้ช่วยดูแลบุตรหลาน เพื่อเป็นการประสานความร่วมมือในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนนักศึกษาให้เกิดผลสัมฤทธิ์
ทั้งนี้ โดยย้ำอีกว่า หากมีการกระทำผิดเกิดขึ้นผู้กระทำผิดจะถูกดำเนินคดีตามมาตรา 44 โดยที่ผู้ปกครองจะต้องร่วมรับผิดชอบด้วย และกรณีมีการยุยงส่งเสริมให้เกิดเหตุวิวาท จะมีโทษจำคุก 3 เดือน ปรับ 3 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


