นครปฐม - ผู้ต้องหาฆ่าโหดโจ๋วัย 17 ปี ใน จ.นครปฐม เข้ามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว หลังถูกกดดันอยากหนัก สารภาพจับได้ผู้ตายแอบเข้าไปหาลูกสาวในห้อง จึงบันดาลโทสะใช้อาวุธปืนยิงจนเสียชีวิต ด้านแม่ผู้ตายบอกรับไม่ได้ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เบื้องต้น ผู้ต้องหายังคงปฏิเสธข้อกล่าวหา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่ช่วงเช้าวันนี้ (4 ก.ค.) พล.ต.ต.สมชาย รักเสนาะ ผบก.สส.ภ.7 ได้เรียกประชุมชุดคลี่คลายคดีคนร้ายยิงแสกหน้า นายคณิน รักเพลงดี อายุ 17 ปี ชาว อ.นครชัยศรี ก่อนมัดศพนำไปทิ้งข้างถนน ติดคลองบึงกุ่มบุงบางช้าง ม.2 ต.ธรรมศาลา อ.เมืองนครปฐม
หลังได้รับการติดต่อจาก นายณรงชัยค์ คงยั่งยืน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่ากระชับ อ.นครชัยศรี ว่า จะนำตัว นายวิธี วงษ์พานิช อายุ 51 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาล จ.นครปฐม ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ปิดบังซ่อนเร้นศพ โดยไม่เปิดโอกาสให้สื่อมวลชชนได้เข้าติดตามการประชุม โดยใช้เวลาการประชุมนานกว่า 4 ชั่วโมงเศษจึงแล้วเสร็จ
พล.ต.ต.อิทธิพล เผยว่า นายวิธี ได้ติดต่อขอเข้ามอบตัว เนื่องจากถูกกดดันจากเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างหนัก เบื้องต้น ให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุ และทำเพียงคนเดียว เนื่องจากทราบว่าลูกสาววัย 15 ปี ได้คบหาอยู่กับผู้ตาย ซึ่งมีพฤติกรรมที่ไม่ดี จึงไม่อยากให้ลูกสาวที่กำลังอยู่ในวัยเรียนคบหาด้วย เพราะเกรงว่าจะพาไปในทางเสื่อมเสีย นอกจากนี้ ผู้ตายกับ นายวิธี ยังเป็นญาติห่างๆ กันอีกด้วย
นายวิธี ยังสารภาพว่า เหตุจูงใจในการลงมือมาจากจับได้ว่า ผู้ตายแอบปีนเข้ามาหาลูกสาวในห้อง จึงเกิดความโมโห และด่าทอจนถึงขั้นเกิดการต่อสู้กันขึ้น ก่อนจะคว้าอาวุธปืนยิงจนเสียชีวิต หลังเกิดเหตุได้ห่อศพด้วยพรมมัดด้วยเชือกฟางจนแน่น และอุ้มขึ้นรถกระบะนำไปทิ้งไว้ในป่ากกริมทางในเขต ต.ธรรมศาลา อ.เมืองนครปฐม ก่อนจะขอเข้ามอบตัวต่อผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังเสร็จสิ้นการมอบตัว เจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี เพื่อให้ติดตามหาของกลางเป็นอาวุธปืนขนาด 9 มม. ที่รถกระบะที่ผู้ต้องหากล่าวอ้างว่าเป็นพาหนะในการนำศพไปทิ้งอำพรางคดี เพื่อให้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน 7 นำมาตรวจสอบหารายละเอียดเพิ่มเติม ก่อนดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยในเบื้องต้น ผู้ต้องหายังให้การภาคเสธ และไม่ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนที่มาเกาะติดสถานการณ์ข่าวแต่อย่างใด
ขณะที่ นางชนิตา รักเพลงดี มารดาของผู้ตาย บอกว่า ยังรับไม่ได้ต่อการจากไปของลูกชาย และไม่เชื่อว่าจะเป็นการลงมือเพียงคนเดียว เนื่องจากสภาพศพคล้ายผู้ลงมือเคยผ่านงานในลักษณะนี้มาก่อน และตนเองรู้จากเพื่อนๆ ของลูกชายว่า ฝ่ายหญิงที่มีอายุ 15 ปี มีการติดต่อกับลูกชายให้ไปหา โดยมีเพื่อนชื่อ นายทอง มารับตัวออกไป จากนั้นก็ไม่พบลูกชายอีกเลย กระทั่งมาพบข่าวในโลกสังคมออนไลน์ และจำเสื้อของลูกชายได้ โดยคิดว่าการลงโทษเด็กน่าจะทำเพียงตบสั่งสอนมากกว่าการจะฆ่าโหด
“ข่าวที่ออกมาว่าลูกเราไปบุกข่มขืนลูกสาวเขา ขอบอกว่าการคบหากันเพื่อนๆ ของลูกชายก็รู้กันหมด และวันเกิดเหตุก็มีการนัดแนะว่าจะเปิดบ้านให้ จึงเชื่อว่าทั้งคู่สมยอมกัน เพราะมีการไลน์มาบอกว่าคิดถึง และตอน 4 ทุ่ม ลูกชายก็ยังโทร.มาหา แต่สุดท้ายก็พบว่าเป็นไปแล้ว ตอนนี้กลัวคดีจะพลิก และกลัวอิทธิพลจะเข้ามาคุกคาม ซึ่งเรื่องคดีก็ต้องให้ตำรวจว่ากันไป” นางชนิตา กล่าว


